Showing posts with label ข้อคิด. Show all posts
Showing posts with label ข้อคิด. Show all posts

Monday

10 ความเข้าใจผิด ที่ทำให้คนเราทุกข์ไปจนตาย...

 

(ที่มา: สมาชิกใน ไลน์กลุ่มหนึ่ง)

10 ความเข้าใจผิด
ที่ทำให้คนเราทุกข์ไปจนตาย..

1. เข้าใจผิดว่า..
ปัญหาคือสิ่งที่ต้องปฏิเสธ

ไม่เข้าใจว่า..
ปัญหาคือเรื่องธรรมดา
ที่ต้องเรียนรู้และยอมรับ

2. เข้าใจผิดว่า..
ความสุขเป็นสิ่งที่ต้องแสวงหา

ไม่เข้าใจว่า..
ตราบใดที่ยังแสวงหา
ความสุขจะไม่มีวันเกิด

3. เข้าใจผิดว่า..
ความคิดควบคุมได้

ไม่เข้าใจว่า..
ไม่มีใครควบคุมความคิดได้
เพราะความคิดคือ..
ธาตุปรุงแต่งตามธรรมชาติ

4. เข้าใจผิดว่า..
อีกนานกว่าจะตาย

ไม่เข้าใจว่า..
ความตายมาถึงได้ทุกเมื่อ

5. เข้าใจผิดว่า..
ทำดีแล้วต้องได้ดี

ไม่เข้าใจว่า..
ทำดีไม่ได้อะไร นอกจากได้ละกิเลส

6. เข้าใจผิดว่า..
ชีวิตต้องแสวงหาความมั่นคง

ไม่เข้าใจว่า..
ความมั่นคง เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

7. เข้าใจผิดว่า..
ดีกับเขาแล้วเขาต้องดีกับเรา

ไม่เข้าใจว่า..
เรามีหน้าที่ดีกับเขา ส่วนเขาจะดี
หรือไม่ดีกับเรา มันก็เรื่องของเขา

8. เข้าใจผิดว่า..
ต้องรักษาทุกสิ่งให้ดีที่สุด

ไม่เข้าใจว่า..
ดีที่สุดคือ ไม่มีอะไรให้ต้องรักษา

9. เข้าใจผิดว่า..
ความสำเร็จคือสิ่งสูงสุด

ไม่เข้าใจว่า..
การยึดในความสำเร็จ
นั่นแหละทุกข์ขั้นสูงสุด

10. เข้าใจผิดว่า..
ตนเองสำคัญที่สุด

ไม่เข้าใจว่า..
เรื่องสำคัญที่สุดคือการไม่มีตนเอง...

Wednesday

"คนเราที่เจอกัน..." บทความดี ๆ ที่มีเพื่อนแชร์ส่งต่อมาให้อ่าน


"คนเราที่เจอกัน...

ไม่ใช่เรื่อง ""บังเอิญ""
อยู่ที่ ""บุญ"" ที่เคยร่วม
ทำกันมา

เมื่อมีวาสนา ...
ไม่ต้องเรียกร้อง...
ถึงเวลาก็มาเจอกัน

เมื่อสิ้นวาสนา...
ก็ต้องจากกันไป...
รั้งอย่างไรก็ไม่อยู่

ดังนั้น.....
ในตอนที่เรา...ยังไม่จากกัน เราได้กระทำดีต่อคนที่แวดล้อมเราแล้วหรือยัง...

เพราะเมื่อหมด
""สัญญากรรม"" แล้ว...
ไม่ว่าเราจะมีเงินหรือ
มีอำนาจจนล้นฟ้า
ก็ไม่สามารถเรียกร้อง
กลับคืนมาได้...

และไม่รู้ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ....
ถึงจะได้เจอกันอีก

เรื่องที่ควรลืมทิ้งสามเรื่อง
□1. ลืมอายุ
□2. ลืมเรื่องที่ผ่านมา
□3. ลืมเรื่องที่จะกล่าวโทษ
คนอื่น

สี่เรื่องที่ควรมีไว้
□1. มีคนที่รักคุณด้วยความจริงใจ
□2. มีเพื่อนที่รู้ใจ
□3. มีงานมีการทำ
□4. มีบ้านที่อบอุ่น

ห้าอย่างที่ต้องเอา(ต้องทำ)
□1. ต้องร้อง
□2. ต้องเต้น
□3. ต้องใช้
□4. ต้องหัวเราะ
□5. ต้องรักษาสุขภาพ

หกอย่างที่ไม่ควรทำ
□1. หิวแล้วไม่ยอมทาน
□2. หิวน้ำไม่ยอมดื่ม
□3. ง่วงแล้วไม่ยอมนอน
□4. เหนื่อยแล้วไม่ยอมพัก
□5. ไม่สบายไม่ยอมรักษา
□6. แก่แล้วค่อยคิดเสียใจ

ความโกรธ ทำให้หัวใจ ""ทำงานหนัก""
ความรัก ทำให้หัวใจ
""ทำงานดี""
ความดี ทำให้หัวใจนั้น
""พองโต""
ความโง่ ทำให้หัวใจ
""เสียหาย""
ความแก่ เจ็บ ตายนั้น
เป็นเรื่อง ""ธรรมดา""

บุคคลใดเข้าใจหลักศาสนา บุคคลนั้นย่อมเห็นทุกสิ่ง
เป็นธรรมดา

สิ่งที่สูงกว่าเงิน มี 7 อย่าง
□1. การได้เกิดมาเป็นคน
□2. การได้ยลศาสนา
□3. การมีกัลยาณมิตร
□4. การมีความสุจริตเป็นนิสัย
□5. การมีใจปราศจากริษยา
□6. การมีเวลาให้บุคคลอันเป็นที่รัก
□7. การรู้จักสะกดคำว่า พอ

□ชีวิตคน มี 1 หนทาง
คือ ทางเดินของตัวเอง

□มีของมีค่าอยู่ 2 อย่าง
□1. สุขภาพกาย
□2. สุขภาพจิต

□ทุกข์ มี 4 ทุกข์
□1. มองไม่ทะลุ
□2. สละไม่ลง
□3. แพ้ไม่เป็น
□4. ปล่อยวางไม่ได้

มี 5 คำพูด
□1. ยิ่งลำบากยิ่งต้องสู้
□2. ยิ่งดียิ่งถ่อมตน
□3. ยิ่งแย่ยิ่งต้องเชื่อมั่น
□4. ยิ่งมียิ่งประหยัด
□5. ยิ่งหนาวเหน็บยิ่งมีน้ำมิตร

Tuesday

ข้อคิดเตือนใจ (ที่เพื่อนแชร์มาให้อ่านผ่านไลน์)

ผู้หญิงอายุ 40 กว่าๆคนหนึ่งพาลูกชายของเธอเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ภายในอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง และนั่งลงบนม้านั่งยาวตัวหนึ่งเพื่อกินอาหาร
ผ่านไปครู่หนึ่งผู้หญิงคนนั้นก็โยนทิ้งเศษกระดาษลงบนพื้น ในที่ไม่ไกลนักมีชายชราคนหนึ่งกำลังตัดแต่งดอกไม้ เขาไม่พูดอะไรสักคำ เดินเข้ามาหยิบเศษกระดาษแล้วทิ้งเข้าไปในถังขยะที่อยู่ข้างๆ
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง หญิงคนนั้นก็โยนเศษกระดาษลงบนพื้นอีก ชายชราก็เดินเข้ามาหยิบเศษกระดาษทั้งเข้าไปในถังขยะอีก……….และก็เป็นเช่นนี้อีก ชายชราต้องเก็บเศษกระดาษถึง 3 ครั้ง
หญิงคนนั้นชี้ไปที่ชายชราแล้วพูดกับลูกชายว่า : เห็นไหม ถ้าเธอตอนนี้ไม่เรียนหนังสือให้ดีๆ ในภายหน้าเธอก็จะเป็นเหมือนเขาไม่มีอนาคต ทำได้แต่เพียงงานที่ต่ำต้อยเช่นนี้
ชายชราได้ยินเช่นนั้น ก็วางกรรไกรแล้วเดินเข้ามาพูดว่า : สวัสดี ที่นี่เป็นสวนส่วนบุคคลของเครือบริษัทนี้ เธอเข้ามาได้อย่างไร?
หญิงวัยกลางคนนั้นพูดอย่างหยิ่งๆว่า : ฉันคือผู้จัดการฝ่ายที่บริษัทเพิ่งรับเข้ามา
ตอนนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ และมายืนอยู่ตรงหน้าชายชราอย่างเคารพนอบน้อมแล้วพูดว่า : ท่านประธาน การประชุมกำลังจะเริ่มแล้วครับ
ชายชราจึงพูดว่า : ตอนนี้ฉันขอเสนอว่าให้เลิกจ้างผู้หญิงท่านนี้
ครับ ผมจะรีบไปดำเนินการคามคำสั่งของท่านครับ ! ชายคนนั้นรีบขานรับ
ชายชราสั่งเสร็จก็เดินมาที่เด็กชาย เขาเอามือลูบที่ศีรษะของเด็กชายหนึ่งครั้ง แล้วพูดว่า : ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจนะ ในโลกนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเรียนรู้ที่จะให้เกียรติคนทุกคนและผลงานจากการลงแรงของคนทุกคน
หญิงวัยกลางคนนั้นถูกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ตกตะลึง หล่อนอ่อนระทวยอยู่บนม้านั่งยาวนั้น ถ้าหล่อนรู้ว่าชายชรานั้นเป็นประธานบริษัท ก็ย่อมไม่ทำเรื่องเช่นนั้นแน่นอน
แต่ว่าหล่อนทำไปแล้ว แต่ที่ทำก็เฉพาะต่อหน้าประธานบริษัทที่ดูคล้ายฐานะคนดูแลสวน เพราะอะไรล่ะ ???
นี่เพราะฐานะตัวตนที่สูงต่ำใช่ไหม ? การให้เกียรติคน อย่าได้แยกแยะจากฐานะตัวตน นี่คือลักษณะในตัวที่สง่างาม ลักษณะในตัวที่สง่างามแสร้งทำออกมาไม่ได้ ในที่สุดก็จะเผยธาตุแท้ออกมา
ทรัพย์สินความร่ำรวยไม่ใช่เป็นเพื่อนชั่วชีวิต การเรียนรู้ที่จะให้เกียรติผู้อื่นจึงจะเป็นทรัพย์สินความร่ำรวยชั่วชีวิต มีเพียงสิ่งนี้จึงจะเป็นสภาพเขตแดนที่สูงที่สุดของชีวิตคนเรา

ข้อคิดดีๆ ที่มีผู้ส่งมาให้

ความ "ไม่รู้" ที่ทำให้เสื่อม...

1. รู้ "รอบตัว"มากมาย แต่ไม่ "รู้ดีรู้ชั่ว "ก็เสื่อม

2. รู้ "เว้นงู  เว้นเสือ เว้นมีด เว้นปืน" แต่ไม่รู้ "เว้นอบายมุข" ก็เสื่อม

3. รู้ "ภาษาต่างประเทศ" แต่ไม่รู้ "คุณค่าภาษา ไทย" ก็เสื่อม

4. รู้ "ตอบคำถาม "แต่ไม่รู้ "ตอบคุณ แผ่นดิน" ก็เสื่อม

5. รู้ "ที่กินที่เที่ยว" แต่ไม่รู้ "ที่ต่ำที่สูง" ก็เสื่อม

6. รู้ "วัน เดือน ปีเกิด" แต่ไม่รู้ "กาลเทศะ" ก็เสื่อม

7. รู้ "พยากรณ์อากาศ" แต่ไม่รู้ว่า "ชีวิตมี ขึ้นมีลง" ก็เสื่อม

8. รู้" จักรวาลวิทยา นภากาศ" แต่ไม่รู้จัก "ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ" ก็เสื่อม

9. รู้จัก "คนมากมาย หลายวงการ" แต่ไม่ "รู้จักตนเอง" ก็เสื่อม

10. รู้จัก "บริหารคน บริหารงาน" แต่ไม่รู้จัก "วิธีบริหารใจ" ก็เสื่อม

11. รู้จักวิธี "หาเงินมากมาย" แต่ไม่รู้วิธี "บริหารเงิน" ก็เสื่อม

12. รู้จัก "สร้างตึกสูง นับร้อยชั้น" แต่ไม่รู้วิธี "ฝึกใจให้สูง" ก็เสื่อม

13. รู้จัก "โกรธ" แต่ไม่รู้จัก "ให้อภัย" ก็เสื่อม

14. รู้จัก "กติกามารยาท" แต่ไม่รู้จัก "กฏแห่ง กรรม" ก็เสื่อม

15. รู้จัก "สวมนาฬิกา แพงๆ" แต่ไม่รู้จัก "คุณค่าของเวลา" ก็เสื่อม

16. รู้จัก "การเข้าสังคม" แต่ไม่รู้จักการ "เข้าหาสังฆะ" ก็เสื่อม

17. รู้ "เรียนเอา ปริญญาสูงๆ" แต่ไม่รู้จัก "ยกพฤติกรรมให้สูง" ก็เสื่อม

18. รู้ที่จะ "มีลูก" แต่ไม่รู้จัก "เลี้ยงลูก" ก็เสื่อม

19. รู้ที่จะ "รัก" แต่ไม่รู้จัก "รับผิดชอบ" ก็เสื่อม

20. รู้ที่จะ "ดู" แต่ไม่รู้ที่จัก "เห็น" ก็เสื่อม

21. รู้ที่จะ "นับถือ" แต่ไม่รู้ที่จะ "นับถืออย่างไร" ก็เสื่อม

22. รู้ที่จะ "พูด" แต่ไม่รู้จัก "ศิลปะการพูด" ก็เสื่อม

23. รู้ที่จะ "สวมหัวโขน" แต่ไม่รู้ที่ "จะถอดหัวโขน" ก็เสื่อม

24. รู้ว่า "วันหนึ่งจะต้องตาย" แต่ไม่รู้วิธี "เตรียมตัวตาย" ก็เสื่อม

25. รู้คุณ "ของเงินทอง" แต่ไม่รู้ "คุณพ่อคุณแม่" ก็เสื่อม

Monday

ข้อคิดจากครูอ้อย





มีคนบางคนที่พอลงมือตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไร
เริ่มลงมือทำ แล้วพอเจออุปสรรค ก็จะเริ่มท้อ บ่นว่า
ไม่พอใจในสิ่งต่างๆ ตัดพ้อว่าจะท้อแล้วนะ ทำอะไรมันยากเพราะเราจน
เราไม่มีคอนเนคชั่น ไม่มีโอกาส ไม่มีใครมาช่วย
ทำตัวเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้
เพียงเพราะไม่ได้รับความสำเร็จแบบง่ายๆตามที่หวังไว้

อยากบอกว่า
ให้เราตั้งใจไปเลยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เราก็จะลงมือจัดการมันจนกว่าจะสำเร็จ
และสิ่งแรกที่จะจัดการคือใจของเรา
ที่ไม่มีคำว่าท้ออยู่ในพจนานุกรม
มีแต่คำว่าทำได้ คิดออก สนุก ภูมิใจ ได้เรียนรู้
เก่งขึ้นทุกนาที ท้าทายสนุกดี

ทุกคนที่ทำสำเร็จแล้ว ไม่ใช่เขาไม่เจอความยาก
เขาอาจเจอสิ่งที่ยากกว่าที่เราจินตนาการถึงก็ได้
แต่ เขาแยก ใจออกจากความรู้สึกเจ็บ
จนความเจ็บมันทำอะไรเขาไม่ได้
แล้วลงมือ ทำทำทำไป อย่างใจเย็นไปทุกวัน
พอก้มลงมองที่ใจอีกที
ความทุกข์ก็บินหายไปเหมือนผีเสื้อ
มีแต่ความสุข ความมั่นคงในใจ
พร้อมกับต้นไม้ในชีวิตที่ออกดอกออกผลมากมาย

หน้าที่ของเราคือ ตัดสินใจเลยว่าเราจะเป็นใคร
เป็นคนที่แม่นยำ ชัดเจน ลงมือทำ รู้จักวิเคราะห์หาเหตุผล
แล้วทำอย่างมีกลยุทธ์ ด้วยใจที่เป็นสุข ทุกวัน
การตัดสินใจว่าคุณจะเป็นคนแบบไหน
จะมีชีวิตอย่างไร อะไรที่คุณจะทำและจะไม่ทำ
จะลงมือทำจนกว่าผลลัพท์อะไรปรากฏ
แล้วลงมืออย่างเป็นธรรมชาติทุกวัน
คือกุญแจแห่งความสำเร็จ

Tuesday

วันสุดท้ายของ โนบิตะ


โดราเอมอน..เป็นเพื่อนอยู่เคียงข้างโนบิตะเป็นเวลาแปดสิบปี โนบิตะก่อนตายบอกกับโดราเอมอนว่า " หลังจากที่ฉันจากไปแล้ว เธอก็กลับไปใช้ชีวิตในอนาคตอย่างมีความสุขเถิด "
ไม่นานต่อมา โนบิตะก็ตายจากไป แต่โดราเอมอนไม่ได้กลับไปในอนาคต กลับใช้ไทม์แมชชินย้อนกลับไปในวันแรกที่พบเจอโนบิตะ แล้วพูดกับโนบิตะว่า " สวัสดี พบเจอครั้งแรก ผมชื่อโดราเอมอน "

หาก..เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว พวกเราก็ย้อนเวลากลับไปที่เจอะเจอกันวันแรก คิดถึงความรู้สึกความเข้าใจร่วมกัน ในการพบเจอกันครั้งแรก

จะโกรธ..จะเคือง หรือใดๆ ก็ตาม จงหวนกลับไปคิดถึงวันแรกที่ได้พบเจอ
ความยินดี ความรู้สึกเป็นสุขที่ได้พบเจอ คบหาเป็นเวลานานไม่รู้สึกเบื่อหน่าย จึงเกิดรัก พบกันชาตินี้ วาสนาได้มาไม่ง่าย หากชีวิตนี้ มีเพียงความรู้สึกเหมือนดั่งเจอะเจอครั้งแรก เป็นเพื่อนก็ดีเป็นคนรักก็ช่าง จงหวงแหน ทะนุถนอมกันและกัน


ขอขอบคุณเจ้าของบทความ

คนไม่มีแฟน


ข้อคิดจาก ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ก็แจกแจงสาเหตุออกมาเป็นข้อ ๆ ดังรูปข้างบน
ส่วนตัวผมเองคิดว่า
อาจมีความสอดคล้องกับสุภาษิตไทยที่ว่า คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ก็เป็นได้

แต่ผมเห็นด้วยกับบทสรุปข้อสุดท้ายคือ
มาถูกทางแล้ว ฝึกสติ เข้านิพพานเถอะ
รับผิดชอบเฉพาะขันธ์ 5 ของตัวเองก็หนักแล้ว ไม่ต้องดูแลขันธ์เพิ่มเป็นขันธ์ 10 ขันธ์ 15 หรือ ขันธ์ 20 ที่อาจเป็นห่วงคล้องคอเพิ่ม...
  
 

Sunday

ข้อคิดดี ๆ จากเพื่อนใน LINE

อ่านกี่รอบก็ชอบอยู่ดี..
ข้อคิดดีมาก..
1. เมื่อวาน
ไม่สามารถกลับไป
แก้ไขอะไรได้
จึงมีวันพรุ่งนี้
ให้เราได้ทำสิ่งดีๆต่อไป

2. คนเดียวเท่านั้น
ที่จะช่วยให้คุณผ่าน
ทุกปัญหาได้
คือ "ตัวคุณ"

3. เรื่องวุ่นวายบนโลก
มีอยู่ 2 อย่างเท่านั้นคือ
"ไปหลงรัก" และ
"ไปหลงเกลียด"

4. ความสบายใจ
ไม่ได้เกิดจาก
ทำทุกสิ่งให้ได้ดังใจ
แต่เกิดจากใจ
ที่ยอมรับว่า ไม่มีอะไร
ที่จะได้ดังใจเราไปทั้งหมด

5. ต่างคนต่างความคิด
ต่างจิตต่างใจ
อย่าดูถูกความคิดใคร
ถ้าความคิดต่าง

6. อ่านหนังสือออก สำคัญ
อ่านเหตุการณ์ออก สำคัญกว่า
อ่านคนอื่นออก สำคัญยิ่ง
อ่านตนเองออก สำคัญที่สุด

7. ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด
ถ้าคิดไม่ได้ ให้ช่วยทำ
ถ้าทำไม่ได้ ให้ความร่วมมือ
ถ้าร่วมมือไม่ได้ ให้กำลังใจ
แม้ให้กำลังใจไม่ได้
ให้สงบนิ่ง

8. ละได้ ใจก็สะอาด
วางได้ ใจก็โล่ง
ปลงได้ ใจก็เย็น
อภัยได้ ใจก็สงบ

9. เงาจันทร์ เกิดจาก
ความนิ่งของน้ำ ฉันใด
ปัญญา เกิดจาก
ความนิ่งของใจ ฉันนั้น

10. ไม่ใช่ความทุกข์
ที่ทำให้เราคิดมาก
แต่เป็นเพราะเราคิดมาก
ทำให้เกิดความทุกข์

Tuesday

ข้อคิดเตือนสติ จาก Line




ทำใจให้เหมือนกระจก "กระจก" ไม่เลือกที่จะสะท้อนภาพทุกชนิด ฉันใด 
"จิตใจ"จงเอาเยี่ยงอย่างกระจก
เพราะกระจก รับรู้ แต่ไม่ยึดติดและครอบครอง จึงไม่มีภาพใดๆหลงเหลือหรืออยู่ในกระจก ดังนั้น จงทำใจของเราให้เป็นการรับรู้อย่างกระจก อย่ายึดติด เพราะถ้าหากจิตของเราหลงยึดถือยึดติด หรือตกเป็นทาสของกิเลสเมื่อใด ความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความกังวล ความไม่สบายใจ ย่อมตามมาเมื่อนั้น

Wednesday

ธรรมะวันละนิด

เพื่อนใน LINE คนนึงเชิญเข้ากลุ่มชื่อธรรมะวันละนิด
ได้อ่านข้อคิดเตือนใจดี ๆ จึงนำมาแชร์ต่อที่นี่เรื่อย ๆ ครับ






ธรรมะกับการทำงานในแบบ Perfectionist

"เหนื่อยกับการที่ต้องเป็นคน Perfectionist หรือเปล่า ทำทุกอย่างต้อง Perfect"
 
ก่อนอื่นเราคงต้องมาสำรวจกันดูก่อนว่า รูปแบบในการทำงานของคนทัวไปนนเป็น อย่างไร การทำงานของคนเรานั้น เมื่อกล่าวอย่างรวบรัดแล้วก็สามารถแบ่งได้เป็น ๓ รูปแบบด้วยกัน

(๑) ทำงานด้วยความจำใจ
(๒) ทำงานด้วยความจำเป็น
(๓) ทำงานด้วยความจำหลัก
 


๑. ทำงานด้วยความจำใจ หมายถึง คนทเติบโตขึนมาในครอบครัวทพ่อแม่มีธุรกิจ หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ไม่ว่าลูกจะชอบหรือไม่ชอบ รักหรือไม่รัก แต่เมื่อถึงเวลาทำงานก็ต้องรับภาระหน้าที่
ในการสืบทอดธุรกิจของครอบครัวต่อไปการทำงานในลักษณะนีสำหรับ บางคนในช่วงแรกอาจเป็นความทุกข ์ความอึดอัดขัดข้อง เกิดความรู้สึกเหมือนได้แต่งงานกับ คนที่ตนไม่รัก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอนทดีกว่านีแต่เมอทำไปจนกลายเป็นส่วนหนงของชีวิตแล้ว ในที่สุดก็จะสามารถยอมรับสภาพของตนเองได้ส่วนคนที่ยอมรับสภาพไม่ได้ยังทำงาน คุณภาพชีวิตยิ่งลดลง งานได้ผล แต่คนอาจไม่มีความสุข


๒. ทำงานด้วยความจำเป็น หมายถึง คนที่ได้ทำงานที่ตนไม่รัก ไม่ชอบ ไม่ถนัด ที่แย่ยงกว่านนก็คือ บางทีค่าตอบแทนก็แสนจะน้อย ความเครียด ความขัดแย้งในที่ทำงานก็สูง แต่เพราะมองไปทางไหนก็ไม่มีทางไปที่ดีกว่า ก็เลยต้องจำใจก้มหน้าทำงานนั้นๆ ไป ยิ่งทำงาน คุณภาพชีวิตยิ่งหดหาย รายได้ตำ ความเครียดสูง การทำงานในลักษณะที่สองนีคือ สภาพของคนทำงาน ส่วนใหญ่ในโลกนี้ ซึ่งโดยมาก ได้งานทำเพราะสภาพเศรษฐกิจและ สังคมบีบบังคับให้ต้องเลือกทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะหากไม่ยอมทำงาน ก็หมายความว่า ตัวเองและครอบครัวจะต้อง เดือดร้อน กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น

๓. ทำงานด้วยความจำหลัก หมาย ถึง คนที่ได้ทำงานในสงทตนรัก หรือได้ทำงานที่สอดคล้องกับความใฝ่ฝัน ความ ถนัดของตนเอง เช่น อยากเป็นหมอ ก็ได้เป็นสมใจอยาก อยากเป็นนักธุรกิจ อยากเป็นนักการเมือง อยากเป็นนักหนังสือพิมพ ์อยากเป็นดารา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ได้ทำงานตามที่ตนต้องการสมใจอยาก


การทำงานในลักษณะที่สามนี้สิ่งที่จะได้รับอย่างเห็นได้ชัดก็คือ

๑) งานก็ได้ผล
๒) คนก็เป็นสุข
 
แต่ในโลกนี้มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่ได้ทำงานตรงกับที่ตนปรารถนา ใครได้ทำงาน ตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน คนๆ นั้น ก็เหมือนกับได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก ยิ่งทำงาน ยิ่งมีความสุข ยิ่ง ทำงาน ยิ่งค้นพบความเป็นเลิศ ยิ่งทำงาน ยิ่งสามารถสร้างสรรค ์“ของชิ้นเอก” ฝาก ไว้ให้โลก จดจำรำลึกถึง เหมือนดาวินชีบรรจงรังสรรค์ภาพโมนาลิซ่าอันลือชอ เหมือนบีโธเฟ่น สามารถรังสรรค์ดุริยกวีเอาไว้ขับกล่อมชาวโลก เหมือนเช็คสเปียร์นฤมิตวรรณกรรมอมตะมากมายไว้ประโลมใจชาวโลกให้รื่นรมย์ ปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อความรักในงาน มาพร้อมกับความสามารถ แน่นอนว่า ต้องได้งานชิ้นเอก”
 
อุปนิสัยการทำงานในแบบ Perfectionist (สมบูรณ์แบบนิยม) ในลักษณะ “เก็บทุกเม็ด” ราว กับมีรรพบุรุษเป็น “คุณย่าละเมียด คุณแม่ละไม คุณนายละเอียด” นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
 
ข้อดี
ก็คือ จะทำให้เป็นคนทำงานคุณภาพชนิด “จำหลักไว้ในใจชน” (เข้า หลักเกณฑ์ที่ ๓) ไม่ว่าจะจับทำอะไรก็ตาม ก็จะทำให้ได้งานคุณภาพทั้งหมด และคนประเภทนีหลังจากสร้างงาน แล้ว งานจะย้อนกลับมาสร้างคน เหมือนผู้กำกับหนังชอก้องโลกอย่างจางอีโหมว หรือสตีเว่น สปีลเบิร์ก พลันที่ปล่อยงานชิ้นหนึ่งหลุดมือออกไปสู่สาธารณชนแล้ว งานก็ได้สร้างชื่อเสียงให้เขามากมาย และทำให้เขาไม่เคยตกงานอีกเลยตลอดชีวิต

ข้อเสีย
 ก็คือ จะทำให้เป็นคนที่แบกความเครียดสูง  สุขภาพจิตเสื่อม สุขภาพกายอ่อนแอ ไม่มีเวลาให้กับตัวเอง ครอบครัว หรือสิ่งสุนทรีย์ในชีวิตเช่น การท่องเที่ยว การเดินทาง การชนชม ธรรมชาติการดูหนังฟังเพลง การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การคบเพื่อน หรือที่หนักหน่อยก็กลายเป็นคนที่ป่วยหนักหนาสาหัสเพราะการทำงาน


ทางแก้สำหรับคนสมบูรณ์แบบนิยม ก็คือ ควรถือ หลักของนักปฏิบัติธรรมที่ว่า “ทำเหตุให้มาก ปล่อยวาง ในผล” หมายความว่า เวลาทำงาน จงทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด แต่เมื่อทำแล้ว ต้องปล่อยวางเป็น ไม่ต้อง คาดหวังสูงสุดจนนำเอางานเข้ามารวมกับลมหายใจ หรือเก็บไปฝัน จนไม่เป็นอันกินอันนอน เมื่อ ทำงานใน ส่วนของตนอย่างดีที่สุดแล้ว ครั้นส่งงานให้คนอื่น หรือ แผนกอื่นแล้ว หากงานนั้นไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็ควรเรียนรู้ที่ ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวัง และไม่มีใครจะยอมรับด้วยความเข้าใจว่า ในโลกนี้พลาดหวังทุกอย่างไป ถ้าเราทำในส่วนของเราอย่างดีที่สุดแล้ว แม้ผลออกมาจะไม่เป็นไปอย่าง ที่หวัง ก็ไม่ควรเสียใจ
ที่มา: สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกาญจนบุรี

๗ วิธีสร้างบรรยากาศดี ๆ รอบตัว

๑. เริ่มต้นแต่ละวันด้วยงานง่าย ๆ ที่ทำเสร็จได้


ในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นสมอง และกระตุ้น

จิตใจ ให้มีพลังในการใช้เวลากับงานที่เหลือต่อไป

๒. เริ่มต้นทักทายคน ที่คุณไม่เคยคุยด้วยในที่

ทำงาน โดยเริ่มจากบทสนทนาง่าย ๆ เช่น วันนี้อากาศดีจัง

นะคะ ทานข้าวหรือยัง เป็นต้น

๓. เสียงหัวเราะ นอกจากจะสร้างความสุขให้ตัวเองแล้ว

ยังสร้างความสุขให้คนอื่นได้ด้วย และยังสร้างบรรยากาศสนุกสนาน

ได้อีกด้วย

๔. ยื่นมือให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อคุณเห็นคนอื่น

ประสบปัญหา อย่ารีรอหรืออายที่จะทำความดี ลองดูจังหวะดี ๆ

แล้ว เข้าไปถามไถ่ให้กำลังใจเขาบ้างก็จะดี

๕. ลดมลพิษเสียงในที่ทำงาน ต่อว่ากันน้อยลง และฟัง

กันมากขึ้น ที่สำคัญ คือ ใช้ลมปากสร้างสรรค์ อย่าพูดล่วงเกินกัน

จนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา

๖. เปิดหูเปิดตา อัพเดทข่าวสารใส่ตัว ให้ทันสมัยอยู่

เสมอ เป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้าคุณจะคุยกับเพื่อนร่วมงานรู้เรื่อง

อย่าตกข่าวจนไม่มีส่วนร่วมในวงสนทนานั้น

๗. จัดระเบียบการทำงาน ใครว่าการเป็นคนมี

ระเบียบจะทำให้ชีวิตน่าเบื่อจริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย การจัด

ระเบียบ จะทำให้ชีวิตเรา ง่ายขึ้นมาก รวมทั้งเป็นการช่วย

ลดความเครียดได้ดีที่สุด วิธีหนึ่งเลย ทีเดียว

๗ วิธีรับมือโรคเกลียดวันจันทร์

๑. อย่าเครียด เพราะการทำงานทั้งวันในแต่ละวัน


นั้น สร้างภาวะความเครียดให้คุณได้มากมาย

๒. มีสติตลอดเวลา ตั้งสติและพร้อมเผชิญหน้า

กับงาน ที่จะเข้ามาใหม่ รวมทั้งจัดสรรเวลาการทำงาน

ให้เหมาะสม จะได้ไม่ยุ่งยากภายหลัง

๓. เคลียร์งานให้เสร็จสิ้น ควรเคลียร์งานส่วนหนึ่งให้เสร็จ

ก่อน ตั้งแต่วันศุกร์พร้อมจัดทำรายการงานต่างๆ ที่คั่งค้าง เพื่อที่จะมา

สะสางและสานต่องานใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและง่ายดายขึ้น

๔. จัดลำดับงาน งานแต่ละชิ้นมีความสำคัญ และความ

เร่งด่วนแตกต่างกัน การจัดลำดับความสำคัญของงาน จะช่วยให้การ

ทำงาน มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

๕. เข้างานเช้ากว่าปกติ วันจันทร์ ลองเข้างานเช้ากว่าปกติ

สักนิด เพื่อจัดสรรระเบียบให้กับการทำงาน ในวันจันทร์เพื่อให้การ

ทำงานตลอดสัปดาห์ที่เหลือเป็นเรื่องง่ายขึ้น

๖. หยุดคิดเล็กคิดน้อย อย่านำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาเป็น

อารมณ์ สิ่งที่ผ่านไปแล้วคุณควรปล่อยให้ผ่านไป หลายคนมัว

แต่ใส่ใจเรื่องดังกล่าว จนไม่มีเวลาพัฒนาและปรับปรุงตนเอง

ให้ดีขึ้น

๗. เติมเต็มกำลังใจ ลองหยิบยื่นน้ำใจให้กับคนอื่นก่อน

นอกจากน้ำใจแล้ว คำพูดก็สำคัญ คำพูดง่าย ๆ แต่จริงใจ เช่น

ขอบคุณ และขอโทษ ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับ

เพื่อน กระชับแน่นแฟ้นขึ้น

๗ วิธีทำงานให้สุขใจ

๑. เริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพ คือสิ่งสำคัญยิ่งในการ


ทำงาน จงใช้รอยยิ้มเป็นประตูด่านแรก ในการเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อ

กรุยทางสู่การทำงานที่ราบรื่น

๒. เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่ควรปล่อยเวลาว่าง ให้สูญเปล่า

หมั่นหาความรู้ และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง

และพัฒนางานให้ดีขึ้น

๓. วางแผนการทำงานใหม่ ใช้เวลาวันหยุดทบทวน

ประสิทธิภาพการทำงานที่ผ่านมาว่ามีข้อดี ละข้อผิดพลาดอะไรบ้าง

สิ่งใดไม่ดีก็นำมาแก้ไข แต่ถ้าดีอยู่แล้วยิ่งต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม

๔. รู้จักให้อภัย ธรรมดาของการทำงาน ย่อมมีข้อผิดพลาด

เกิดขึ้นเสมอ ต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง และให้อภัยเพื่อนร่วมงาน เพราะ

การให้อภัยทำให้จิตใจสงบ ไม่เป็นทุกข์ และไม่ก่อศัตรู

๕. มีน้ำใจไมตรี การมอบน้ำใจไมตรีให้ผู้อื่น ถือเป็นการ

หยิบยื่นโอกาสและสิ่งดีแก่ผู้อื่น ถ้าเรามีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงาน ให้

ความช่วยเหลืออย่างจริงใจก็จะได้รับแต่ความจริงใจและมิตรภาพเป็น

เครื่องตอบแทน

๖. คิดดีทำดี เวลาทำงานอาจต้องเจอปัญหา ทำให้

เกิดความเครียด และหงุดหงิดใจ ก่อนเริ่มงานควรทำใจให้ดี

คิดดี ทำดี แค่นี้ก็ทำให้จิตใจแช่มชื่นและมีความสุข

๗. เข้าวัดปฏิบัติธรรม ธรรมะเป็นหนทางสู่การ

ดับทุกข์ ทำให้อดทน , อดกลั้น , ข่มใจ , ควบคุมอารมณ์

ให้เยือกเย็น และมีสติ จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีความสุข

ไร้อุปสรรค

Sunday

คติเตือนใจ จากการ์ตูนทีวี

คนท้อ ไม่แท้ คนแท้ ไม่ท้อ

ไม่บำเพ็ญโดยยึดติดในรูปลักษณ์

มีคำกล่าวที่ว่า “แรกเริ่มบำเพ็ญ เห็นภูเขาเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำเป็นแม่น้ำ บำเพ็ญไปสักระยะหนึ่งเห็นภูเขาไม่เป็นภูเขา เห็นแม่น้ำไม่เป็นแม่น้ำ สุดท้ายเห็นภูเขาก็ยังเป็นภูเขา เห็นแม่น้ำก็ยังคงเป็นแม่น้ำ ”


ต้องอาศัยรูปลักษณ์และสรรพสิ่งเพื่อเข้าถึงธรรม ยามที่เห็นดอกไม้ผลิบานโรยร่วง ก็จงบอกกับตัวเองว่า เราก็ไม่ได้ต่างอะไรกับดอกไม้เหล่านี้ เห็นอีกาป้อนข้าวยามแม่นกชรา เห็นแพะคุกเข่าเมื่อยามดื่มนมแม่ นั่นคือความกตัญญู มนุษย์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐพึงเพียบพร้อมในสิ่งนี้มิใช่หรือ ? อาศัยอินทรีย์ 6 มาใช้ในทางที่ถูกที่ควร อาศัยใจคนเพื่อฟื้นฟูใจธรรมใจฟ้า แต่หากยึดติดในรูปลักษณ์อัตตาตัวตนก็จะรู้สึกว่าการบำเพ็ญเป็นเรื่องยาก คนบำเพ็ญในยุคสมัยนี้มีเป็นจำนวนมากที่กลายพันธุ์ คือมีใจอยากรู้อยากเห็น ฝักใฝ่ในอิทธิฤทธิ์ไสยศาสตร์ ชอบดูฮวงจุ้ย ดูหมอดูดวง ฯลฯ หากการบำเพ็ญตกอยู่ใน ไสยศาสตร์ เวทย์มนต์ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ยากที่จะหลุดพ้นจากการเกิดตาย เมื่ออนิจจังมาเยือนก็ต้องเวียนว่ายอยู่ดี เราผู้ซึ่งเป็นศิษย์อนุตตรธรรม เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธะเดินดินจี้กง ต้องรู้จักอิงอาศัยธรรมวิถีบำเพ็ญปฏิบัติ สดับวิถี รู้ในวิถี ประจักษ์วิถี วางวิถีเหล่านั้นลง จึงสามารถได้ความอิสระ

Tuesday

อาจารย์หลวี่จื้อเจียนเมตตา

เรื่องยิ่งใหญ่
  • เข้าสู่ประตูธรรม ทำงานของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กำหนดโดยพระแม่ิองค์ธรรมมารดา
  • จงถนอมโอกาส
  • ใช้เสร็จจงวาง
  • ระวังอย่าคิดว่าตน สูงกว่าคนอื่น, ถ้าคิด จะเป็นอันตราย ใจมีปม อัตตายึดมั่น
  • บำเพ็ญภายใน - ขจัดกิเลส
  • บำเพ็ญภายนอก - ความประพฤติ
  • สรุปการทำงานธรรม ยิ่งใหญ่ ต้องหลุดพ้นให้ได้ในชาตินี้
  • ปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหน
  • ต่อให้มีเรื่องจุกอกแค่ไหน เจ้าก็เดินต่อ