Showing posts with label ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี. Show all posts
Showing posts with label ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี. Show all posts

Saturday

ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมโมลี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา


  • เดินทางไม่ไกล น่าไปฝึกปฏิบัติธรรมกัน 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง ตามความตั้งใจ
  • ปฎิบัติตามแนว สติปัฎฐานสูตร

วัดป่าถ้ำวัว



  • วัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน
  • ยังไม่เคยไป แต่ดูจากภาพและเสียงแล้ว สัมผัสได้ถึงธรรมชาติ และ ความสงบสุข
  • คงต้องหาโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าถ้ำวัว นี้สักครั้งหนึ่ง
  • "โลกทั้งผอง พี่น้องกัน"

Friday

ฝึกดูจิตที่ “บ้านป้าจิ๊” ง่ายๆ แต่ได้ธรรม

หลายคนมีปัญหาว่าหลังจากเข้าวัดปฏิบัติธรรมแล้วไม่สามารถนำสิ่งที่ปฏิบัติมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ บ้าน ป้าจิ๊ – อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ  อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว
บ้านป้าจิ๊เป็นเรือนหมู่ไม้สักบนเนื้อที่ 5 ไร่  ตั้งอยู่ในโครงการหมู่ บ้านสวนขวัญ  จังหวัดนครปฐม  ป้าจิ๊เปิดบ้านพักแห่งนี้เป็นสถานปฏิบัติธรรม แบบเช้าไป - เย็นกลับ  โดยนิมนต์พระอาจารย์ธมฺมทีโป และ พระอาจารย์สุรพจน์   สทฺธาธิโก จากศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ  บ้านวังเมือง  อำเภอท้ายเหมือง  จังหวัด พังงา  มาอบรมปฏิบัติธรรม “ดูจิต” ตามแนวทางมหาสติปัฏฐาน 4 อริยมรรคมีองค์  8  แก่บุคคลทั่วไป
ก้าวแรกที่เข้าไปในบ้าน  คุณจะสัมผัสได้ถึงความร่มรื่นและผ่อนคลายจาก ต้นไม้เขียวขจีในสวน  สายลมเย็น ๆ สระน้ำด้านหน้า  รอยยิ้มและคำทักทายต้อนรับจากป้าจิ๊และผู้ปฏิบัติธรรม

หลังจากถวายเพลและรับประทานอาหารจากโรงทานของญาติธรรมกันจนอิ่มหนำสำราญ แล้ว  ก็ได้เวลาของการปฏิบัติที่นี่ไม่บังคับให้นั่งรวมกันอยู่ในห้องเดียว   เพราะป้าจิ๊ติดตั้งลำโพงกระจายเสียงไว้รอบบ้าน  ทั้งยังไม่บังคับอิริยาบถ ขณะปฏิบัติ  ใครสะดวกยืน  เดิน  นั่ง  นอน  บริเวณไหนในบ้านก็ได้ทั้งนั้น   และการฝึกปฏิบัติของที่นี่ใช้เวลาเพียงแค่ 2 - 3 ชั่วโมงเท่านั้น  พระอาจารย์ธมมฺธีโปยืนยันว่า  แม้ฝึกดูจิตเพียงวันเดียว   ก็สามารถเข้าใจและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
“คนส่วนใหญ่มีสติ  แต่ขาดสัมปชัญญะหรือตัวปัญญาเมื่อไหร่ที่มีสติแต่ไม่มีปัญญามาคอยกำกับ  สตินั้นจะไม่กลายเป็นมหาสติ  แต่ถ้าเมื่อไหร่เราฝึกจิต  แล้วเห็นการเกิดดับของจิตที่นำไปสู่การล้างอาสวะกิเลส  ก็สามารถบูรณาการใช้ในชีวิตประจำวันได้”  
ในช่วงของการฝึกปฏิบัติ  ป้าจิ๊เชิญวัยรุ่นที่เคยปฏิบัติแบบดูจิตมาแลก เปลี่ยนประสบการณ์การปฏิบัติ  หลายคนสามารถลดอารมณ์ร้อนและยับยั้งชั่งใจตัว เองก่อนจะพูดหรือกระทำไม่ดีต่อคนอื่นได้  ด้วยเหตุนี้เราจึงพบเห็นบรรดาพ่อ แม่จูงลูกเล็กและเด็กวัยรุ่นมาฝึกปฏิบัติที่บ้านป้าจิ๊เป็นประจำ
หากต้องการมาปฏิบัติธรรมที่นี่ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น  เพราะป้าจิ๊บอกว่า
            “มาบ้านนี้ไม่มีการใช้เงินเด็ดขาด  ไม่ต้องจอง  แค่รู้แล้วก็บอกต่อกันไป  ทุกคนที่มาต้องอิ่ม  ต้องสบาย  ป้าอยากมอบธรรมะให้กับทุกคน”  
                ฝึกปฏิบัติง่าย ๆ แต่ได้ธรรมะอย่างนี้  อยากชวนให้คุณมาลองสัมผัสดูสักครั้ง 

บ้านป้าจิ๊ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสวนขวัญ  อ.นคร ชัยศรี  จ.นครปฐม จัดปฏิบัติธรรมเดือนละครั้ง  สามารถติดตามตารางการปฏิบัติธรรมได้ที่  www.thammatipo.com  หรือสอบถามคุณแจ๊ค  โทร. 09-5654-4552  คุณบิ้ว  โทร.  08-1614-6052

https://www.youtube.com/playlist?list=PLWskk7zBlY1gbkngu8qWKh1c9Bt3fFJC_
 

เตโชวิปัสสนา เชิงเขาพระพุทธบาทน้อย ต.สองคอน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี


เตโชวิปัสสนา วิปัสสนาสถานแห่งการหลุดพ้น

หลายคนรู้จักอำเภอแก่งคอยจังหวัดสระบุรี ในฐานะเป็นแหล่งท่อง เที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ในขณะที่อีกหลายคนรู้จักที่นี่เพราะเป็นที่ตั้งของสถานปฏิบัติธรรมที่ชื่อ ว่า  ”เตโชวิปัสสนา”
อาจารย์อัจฉราวดี  วงศ์สกล  วิปัสสนาจารย์และผู้ก่อตั้ง เตโชวิปัสสนา  เล่าถึงที่มาของสถานปฏิบัติธรรมว่า
   “เดิมทีดิฉันปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของท่านอาจารย์โกเอ็นก้าอย่าง เคร่งครัดมานานกว่าหกปี  วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งภาวนาอยู่ในห้องพระที่บ้าน   ระหว่างที่จิตกำลังสงบก็ได้พบกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต  พรหมรังสี  ท่าน เมตตาบอกว่า  ‘ให้เพ่งที่กลางฝ่ามืออย่างเดียว  เดี๋ยวก็รู้ว่าผลเป็นอย่าง ไร’  ดิฉันรีบปฏิบัติตาม  จึงพบว่าเป็นวิธีที่ทำให้จิตเกิดพลังแห่งการตรึง   เมื่อผสานกับหลักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว  ทำให้เกิดกระแสความร้อนขึ้น มาเผากิเลสในกาย  ยิ่งปฏิบัติภาวนามากขึ้นเท่าไหร่  จิตยิ่งรู้สึกปล่อยวาง   และเกิดความกระจ่างแจ้งในธรรมมากขึ้นเท่านั้น  หลังฝึกปฏิบัติตามลำพังกว่า เก้าปี  ดิฉันจึงเริ่มเข้าใจหลักการปฏิบัติมากขึ้น  และยินดีจะเผยแผ่วิธี การภาวนานี้แก่ผู้อื่น  จึงจัดตั้งเป็นสถานปฏิบัติธรรมเตโชวิปัสสนาขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2554”

แนวทางปฏิบัติ
ตามหลักสติปัฏฐาน 4 พร้อมกับเทคนิค “เตโชวิปัสสนา”  หรือการเผากิเลสโดยมาจากคำว่า  เตโช  ซึ่งแปลว่า  ไฟ  และ วิปัสสนา  แปลว่า ดูหรือปัญญาที่ได้จากการชำระจิตให้บริสุทธิ์  ดังนั้นเทคนิคการภาวนาแบบเตโช วิปัสสนาคือ  การชำระด้วยอานุภาพแห่งธาตุไฟในกาย  พร้อมตั้งสติมั่นด้วยกาย   เวทนา  จิต  และธรรม  โดยการเพ่งดูที่ฝ่ามือเป็นหลักควบคู่ไปกับการรู้หลัก อุเบกขาตามหลักสติปัฏฐาน 4


ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
เตโชวิปัสสนามีหลักการภาวนาที่ละเอียดมาก  ซึ่งเน้นการตั้งสติเพ่งดูกาย   ไม่ใช่เพ่งดูไฟภายนอก  หรือที่เรียกกันว่า เตโชกสิณ  ดังนั้นผู้ที่ฝึกปฏิบัติต้องได้รับการอบรมจากทางศูนย์ปฏิบัติธรรม แห่งนี้เสียก่อน  จึงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้และนำกลับไปปฏิบัติเองได้อย่างถูก ต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ระเบียบปฏิบัติ
• ปฏิบัติธรรมฟรี
• สวมใส่ชุดขาวหรือชุดปฏิบัติธรรม
• ปิดวาจา
• ห้ามนำหนังสือเข้ามาอ่าน
• ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด
• เปิดรับผู้ปฏิบัติทั้งชายและหญิง
คอร์สวิปัสสนากรรมฐาน  เปิดรับ 110 คนต่อคอร์ส  ใช้เวลาฝึกปฏิบัติ 8 วัน 7  คืน  ส่วนคอร์สอานาปานสติ  เปิดรับ 70 คนต่อคอร์สใช้เวลาฝึกปฏิบัติ 5 วัน 4  คืน

กิจวัตรปฏิบัติ
เตโชวิปัสสนาถือคติในการฝึกปฏิบัติว่า  “ฝึกฝนเยี่ยงนักรบ  เพื่อพบนิพพาน”  ดังนั้นผู้มาปฏิบัติต้องเตรียมทั้ง
ร่างกายและจิตใจให้พร้อมปฏิบัติอย่างเข้มงวดและเข้มข้นโดยเริ่มตื่นนอน 4.30 น.  เพื่อทำกิจส่วนตัวประมาณครึ่ง
ชั่วโมง  จากนั้นจะเริ่มภาวนาอย่างเข้มงวดทุกชั่วโมง  แต่ละชั่วโมงจะมีเวลา พักเบรกให้  ปฏิบัติภาวนาต่อเนื่องจนค่ำแล้วอาจารย์อัจฉราวดีหรือวิปัสสนา จารย์จะกล่าวชี้แนะพร้อมตอบข้อสงสัยของผู้ปฏิบัติธรรม  แล้วจึงเข้านอนใน เวลาประมาณ 21.00 น.  เป็นเช่นนี้ทุกวันจนกระทั่งครบหลักสูตร

ข้อควรทราบ
- ไม่อนุญาตให้เด็กเข้าร่วมวิปัสสนากรรมฐานและอานาปานสติ  แต่จะจัดอบรมธรรมและสมาธิสำหรับเด็ก
ช่วงปิดเทอม  เป็นเวลา 5 วัน 4 คืน  โดยสามารถดูตารางการอบรมได้ที่ www.techovipassana.org
- เตโชวิปัสสนาเป็นธรรมสถานแบบปิด  จะเปิดเฉพาะวันที่ทำการอบรมเท่านั้น  จึงไม่เปิดให้เยี่ยมชมในเวลาอื่น
นอกเหนือจากนั้นได้
    สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น  สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม  จะให้ผลดีเพียงใด  ต้องปฏิบัติ ด้วยตนเองเท่านั้น 



 

Tuesday

ขั้นตอนการสมัครเข้าอบรมปฏิบัติธรรม กับยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ

ขั้นตอนการสมัครเข้าอบรมปฏิบัติธรรม กับยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ



ขั้นตอน 1 : ทำประวัติ รับ Ybat Card


ผู้สนใจจะสมัครเข้าอบรมปฏิบัติธรรม จะต้องทำทะเบียนประวัติกับสมาคมเพื่อรับบัตรประจำตัว YBAT Card ก่อน โดยดำเนินการดังนี้คือ เขียนจดหมายแจ้งความประสงค์ขอรับใบกรอกทะเบียนประวัติ และใบสมัคร พร้อมทั้งรายละเอียดโครงการ/หลักสูตร (กรุณาระบุให้ชัดเจน) พร้อมแนบซองเปล่าจ่าหน้าซองถึงตัวท่านเอง ติดสแตมป์ 5 บาท 1 ดวง ส่งจดมายขอเอกสารไปยัง

ฝ่ายกิจกรรม ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ
58/8 ซอยเพชรเกษม 54 ถ.เพชรเกษม
แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160
หรือติดต่อขอรับเอกสารด้วยตนเอง ณ ที่ทำการสมาคม
หรือดาวน์โหลดเอกสาร จากเว็บไซต์ http://www.ybat.org/

* ทำทะเบียนแล้วท่านจะได้รับ บัตร YBAT Card หรือท่านที่เป็นสมาชิกของสมาคมอยู่แล้ว จะได้รับ Ybat Member Card โปรดแสดงบัตรของท่านทุกครั้งที่ติดต่อยุวพุทธ เพื่อรับบริการที่รวดเร็ว ท่านไม่ต้องกรอกประวัติอีก ยกเว้นกรณีที่ท่านต้องการแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ หรือที่ทำงาน

* ใบสมัครเข้ารับการอบรมสามารถถ่ายเอกสารเก็บไว้ใช้สมัครในครั้งต่อๆ ไปได้
จนกว่าสมาคมจะประกาศเปลี่ยนแบบฟอร์ม 



ขั้นตอน 2 : ส่งใบสมัคร รับใบตอบรับเข้าอบรม


* ก่อนส่งใบสมัคร โปรดตรวจสอบว่าหลักสูตรที่ท่านสนใจ มีผู้รับสมัครเต็มหรือไม่ เมื่อได้รับเอกสารแล้วให้ท่านอ่านทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียด/ระเบียบการ ระเบียบฏิบัติและคุณสมบัติของผู้เข้าอบรมแต่ละรุ่น หากท่านมีคุณสมบัติตรงตามที่ระบุในแต่ละโครงการ และสามารถปฏิบัติตามระเบียบโครงการได้ ให้ทำดังนี้

กรอกใบสมัครให้ครบถ้วน ชัดเจน อาจจะเขียนด้วยลายมือ หรือใช้เครื่องพิมพ์ดีดก็ได้ ใบสมัคร 1 ใบท่านระบุเลือกสมัครได้ 2 หลักสูตร แต่จะได้สิทธิ์เข้าอบรมเพียงหลักสูตรเดียว กล่าวคือ สมาคมจะพิจารณาหลักสูตรแรกที่ท่านระบุ หากเต็มแล้ว สมาคมจะพิจารณาสิทธิ์ให้ท่านได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรลำดับที่ 2 ส่งใบสมัคร และเอกสารอื่นๆ ที่โครงการระบุ พร้อมแนบสแตมป์ 5 บาท 1 ดวง ส่งใบสมัครไปยังสมาคมโดยทางไปรษณีย์ หรือนำส่งด้วยตัวท่านเอง ที่ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ซอยเพชรเกษม 54 เพียงแห่งเดียวเท่านั้น สมาคมจะให้สิทธิ์ผู้ที่ส่งเอกสารประกอบการสมัครครบถ้วน ได้เข้าอบรมก่อน

สมาคมสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับใบสมัครทางแฟกซ์
เนื่องจากเอกสารอาจสูญหายระหว่างการส่ง และเอกสารจากเครื่องแฟกซ์ไม่ชัดเจน

เมื่อสมาคมได้รับเอกสารการสมัครของท่าน สมาคมจะพิจารณาตามลำดับ หากสามารถรับท่านเข้าอบรมได้สมาคมจะส่งเอกสารใบตอบรับการสมัครถึงท่านทันที โดยทางไปรษณีย์ หากท่านไม่ได้รับการติดต่อจากสมาคมหลังจากส่งใบสมัครแล้วเป็นเวลา 2 สัปดาห์ กรุณาโทรสอบถาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจกรรม โทรศัพท์ 0-0805-0790-3 ต่อ 202-205

สมาคมขอสงวนสิทธิ์ให้ผู้สมัครแต่ละท่าน เข้าอบรมโครงการต่างๆ
ได้ไม่เกิน 3 รุ่น ต่อปี ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสผู้อื่นได้เข้าอบรมด้วย 


ขั้นตอน 3 : ส่งยืนยันการเข้าอบรม


ผู้สมัครที่ได้รับใบตอบรับของแต่ละรุ่นแล้ว ต้องส่งใบยืนยันการเข้าอบรมกลับไปยังสมาคมก่อถึงวันเข้าอบรมประมาณ 2 สัปดาห์ (ระบุในใบตอบรับแล้วอย่างชัดเจน) เพื่อเป็นการยืนยันความประสงค์ของท่านในการเข้าอบรมรุ่นนั้นๆ หากพ้นกำหนดระยะเวลาการยืนยัน แล้วท่านไม่ทำการยืนยัน สมาคมจะถือว่าท่านสละสิทธิ์ อนึ่ง ท่านไม่สามารถจะส่งผู้อื่นเข้าอบรมแทนได้ เนื่องจากแต่ละรุ่นสมาคมได้รับสมัครผู้เข้าอบรมสำรองไว้แล้ว

 

ขั้นตอน 4 : ลงทะเบียนเข้าอบรม


ในวันเปิดการอบรม ให้ท่านเดินทางไปรายงานตัวตามสถานที่ ที่จัดการอบรม (ศูนย์ 1 บางแค หรือศูนย์ 2 ปทุมธานี) พร้อมกระเป๋าสัมภาระของท่าน เอกสารที่ต้องนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่คือ

(1) ใบตอบรับส่วนที่ 1
(2) บัตรประจำตัวประชาชน
(3) บัตร Ybat Card หรือ บัตร Ybat Member Card

ท่านที่ไม่นำเอกสารไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จะไม่ได้รับความสะดวก หรืออาจเสียสิทธิ์ในการเข้าอบรม หากไม่นำบัตร YbatCard หรือ บัตร Ybat Member Card ไปด้วย จะต้องเสียค่าธรรมเนียมทำบัตรใหม่ 20 บาท และท่านจะเสียเวลาบ้างในระหว่างรอทำบัตร

เมื่อท่านลงทะเบียนล้ว ท่านจะได้รับป้ายชื่อ ซึ่งระบุชื่อของท่านและหมายเลขห้องพัก ให้ท่านนำสัมภาระไปเก็บในห้องพัก เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดปฏิบัติธรรมและรอสัญญาณเรียกเข้าห้องปฏิบัติธรรมเพื่อปฐมนิเทศต่อไป 


 

Wednesday

ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี (ตอนที่ 2)


จากคำถามว่า ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี เราก็ได้คำตอบจากตอนที่แล้วที่นำบทความของท่าน ดงตฤณ มาเป็นข้อคิดไปแล้วว่า สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดคือที่บ้านของเราเอง
มาตอนนี้จะขอแนะนำสถานที่ปฏิบัติธรรมที่อยู่นอกบ้านบ้าง เผื่อใครต้องการจะเปลี่ยนอิริยาบถ หรือมีโอกาสดี ๆ อยู่ใกล้ ๆ ที่ใด ก็สามารถไปฝึกฝนตนเองได้ตามอัธยาศัย นับว่าคนไทยโชคดีที่ เมืองไทยมีสถานที่ปฏิบัติธรรม ใกล้บ้านท่านอยู่จำนวนมาก ขอแนะนำพอสังเขป (ขออภัยที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้ทั้งหมด)

  • วัดพุคำบรรพต ต. พุคำจาน อ. พระพุทธบาท จ. สระบุรี
                    โทร. 036-347616 , 081-9949982 ,  089-822612





แต่ก่อนเป็นสำนักสงฆ์ถ้ำเขาอีมด ที่พระอาจารย์มหาอ่อน สวาทโร จากวัดธาตุทอง ธุดงค์มาพบ และใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 เมื่อท่านมรณภาพ ท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ เจ้าอาวาสวัดธาตุทอง จึงสานต่อเจตนารมณ์ของท่าน และได้รับอุปการะสร้างเป็นวัดและปลูกต้นไม้ เพื่อให้เป็นศูนย์ศึกษาทางธรรมชาติของชุมชน ปัจจุบัน ทางวัดได้สร้างเป็นหมู่บ้านสำหรับปฏิบัติธรรมชื่อ “อังกุรปัญญาคาม” แยก ออกมาเป็นสัดส่วนจากสังฆาวาส เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่านทั้งสอง สถานปฏิบัติธรรมดังกล่าวอยู่ติดกับเชิงเขา มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นและสงบเงียบ มีหอสวดมนต์ ศาลาปฏิบัติธรรม และโรงครัวที่สามารถประกอบอาหารเลี้ยงผู้ปฏิบัติธรรมได้นับร้อยคน จึงมีผู้มาถือศีล ปฏิบัติธรรม และบวชเนกขัมมะ ในวาระสำคัญๆ เป็นประจำ หลายคนบอกว่า ชอบสถานที่แห่ง นี้ เพราะมีความเป็นเอกเทศ อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยเฉพาะห้องพักหลังเล็กที่ปลูกเรียงรายเป็นระเบียบ บรรยากาศเหมือนเรือนพักในรีสอร์ท ติดเชิงเขา เยื้องกับวัดถ้ำกระบอก ก่อนถึงพระพุทธบาทเล็กน้อย


  •  หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)
           โทร. 02-936-2800
            www.bia.or.th



สวนวชิรเบญทัศ (สวนรถไฟ) ถนนนิคมรถไฟสาย 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
เปิดบริการทุกวัน 09.00 น. - 18.00 น.
มีการทำวัตรเย็น สวดมนต์แปล และนั่งสมาธิภาวนาอานาปานสติ สามารถไปปฏิบัติได้ทุกวัน


ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย
ศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน ศูนย์ 1 สำนักงานใหญ่ เพชรเกษม 54
เลขที่ 58/8 หมู่ 7 เพชรเกษม 54
แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160
โทรศัพท์ 02-805-0790-4

ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย จดทะเบียนเป็นยุวพุทธิกสมาคมแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2493 ในเวลาต่อมาจึงมียุวพุทธิกสมาคมจังหวัดต่างๆ เกิดขึ้น บริหารงานโดยคณะกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่ประจำ มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรต่างๆ เช่น บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2509 เป็นองค์กรสาธารณกุศล ที่มีศูนย์วิปัสสนากรรมฐานเปิดให้ผู้ประชาชนทั่วไปเข้าอบรมปฏิบัติธรรมทุก เดือนตลอดปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ มีหลักสูตรอบรมวิปัสสนากรรมฐานและปฏิบัติธรรมหลากหลาย ทั้งหลักสูตรระยะสั้น 1 วัน, หลักสูตร 2 วัน, หลักสูตร 3 วัน, หลักสูตร 8 วัน, หลักสูตร 15 วัน จนถึงหลักสูตร 1 เดือน และหลักสูตร 3 เดือน เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเลือกเข้าอบรมปฏิบัติธรรมในโครงการต่างๆ ตาม ที่เวลาของตนจะอำนวย โดยปฏิบัติตามแนวปฏิปทาของธรรมาจารย์ คุณแม่สิริ กรินชัย 

  • ศูนย์พัฒนาจิตบ้านวังเมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา
และหมู่บ้านสวนขวัญ จ.นครปฐม (บ้านป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ)
ปฏิบัติธรรมดูจิตตามแนวทางมหาสติปัฏฐาน 4 โดย พระอาจารย์ธมมฺทีโป แบบเช้าไปเย็นกลับ
ตรวจสอบตารางอบรมปฏิบัติได้จาก www.thammatipo.com


ปฏิบัติธรรมที่ไหนดี


  • เพื่อนคนหนึ่งลางานติดต่อกันจันทร์ถึงศุกร์ เพื่อจะได้ไปปฏิบัติธรรมยาว 9 วัน (รวมเสาร์อาทิตย์หน้าและหลังวันลา) ด้วยความปรารถดีจากเพื่อน เพื่อนคนนั้นจึงเอ่ยปากชวนมาว่า ลางานไปด้วยกันไหม 3 วันหรือ 5 วันก็ได้ เราจึงตกลงจะตามไปวัดดังกล่าวทีหลัง พร้อมกับถามแผนที่เส้นทางไปวัดนั้นเอาไว้เรียบร้อย เราก็ต้องจัดการเรื่องลางาน และบอกคนในครอบครัวล่วงหน้า เตรียมกระเป๋าเสื้อผ้าเครื่องนอนพร้อมออกเดินทาง

  • เมื่อถึงวันเสาร์ก็เริ่มออกเดินทางจากบ้านไปวัด รู้สึกดีใจ เหมือนผีเสื้อน้อยเพิ่งออกจากดักแด้ มีโอกาสไปเผชิญโลกภายนอก ด้วยใจที่มุ่งหวังจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่



  • เมื่อเดินทางไปถึงวัด บรรยากาศเงียบสงบ เห็นผู้ปฏิบัติธรรมกำลังเดินจงกลมกันอยู่ เพื่อนผู้แนะนำพาไปเข้าพบพระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ผู้นำการสอนการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ จึงได้กราบนมัสการท่านและขอเข้ารับการฝึกปฏิบัติธรรมด้วย
  • แต่พระท่านกล่าวปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า มาลองปฏิบัติธรรมแค่เสาร์-อาทิตย์ ไม่ได้ ต้องมาปฏิบัตอย่างจริงจัง 9 วัน 15 วัน ต้องอยู่ในกฏระเบียบ ทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างช้า ๆ กินข้าวอย่างช้า ๆ
  • แม้เราจะขอความเมตตาจากพระท่านว่า จะตั้งใจเรียนรู้วิธีการปฏิบัติแล้วนำหลักการกลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน แล้วคราวหน้าถ้าพระท่านจัดสอนปฏิบัติธรรมอีก แล้วจะลางานมาหลาย ๆ วัน
  • แต่พระท่านก็บอกปัดว่า คราวหน้าก็เต็มแล้ว สถานที่มีจำกัด ขนาดเพื่อนโยม ยังไปนอนในห้องเก็บของเลย
  • เมื่อได้ฟังดังนี้จึงได้กราบลาพระท่าน และกล่าวขอบคุณเพื่อนคนที่ชวนมาวัดนี้ว่า ถ้ามีโอกาสหน้าก็ชวนมาใหม่นะ ขอบคุณมากครับ แล้วเดินทางออกจากวัดนั้นด้วยอาการสงบเสงี่ยมเจียมตัว
  • รู้สึกงง ๆ และผิดหวังกับเหตุการณ์นี้ เพราะ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า การปรารภความเพียรเพียงราตรีเดียวมีค่ามากกว่ามีชีวิต 100 ปีแต่ปราศจากความเพียร ถึงแม้เราจะมีเวลาน้อยเพียงแค่ สองสามวัน แต่เราก็มาด้วยความตั้งใจจะพากเพียรปฏิบัติอย่างจริงจัง

  • จากนั้นก็เปิด GPS นำทางไปวัดชื่อดังอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากวัดแรก เมื่อเดินทางไปถึงวัดพบสาธุชนชุดขาวจำนวนมากนั่งพักผ่อนอิริยาบถอยู่ และมีส่วนหนึ่งยืนรอเข้าห้องน้ำกัน ในบริเวณนั้นมีเพิงร้านขายของเรียงเป็นแนวรูปตัวแอล มีรถยนต์จอดอยู่เต็มลานจอดรถ เมื่อลงจากรถแล้ว เดินตรงไปยังกุฏิเจ้าอาวาส ผ่านผู้คนมากมายที่นำพวงมาลัยไปถวายเจ้าอาวาส มีคนขายของที่ระลึก ขายเต่า มีขอทานนั่งอยู่เป็นระยะ
  • แล้วเราจะไปทางไหนดี จะปฏิบัติธรรมที่ไหนดี เหมือนกับว่าไม่มีคนรู้จัก ไม่มีคนแนะนำ และที่นี่เราจะอยู่กับเขาได้ไหมหละ
  • บรรยากาศ ณ ขณะนั้นทำให้นึกถึงประโยคที่ว่า "ไม่มีที่ไหนอบอุ่นใจ เท่าที่บ้านเรา" ว่าแล้วก็ขับรถกลับบ้าน ค้นหาวิธีปฏิบัติธรรมที่บ้าน ก็มาพบกับข้อความของท่าน ดังตฤณ ที่เขียนไว้ดีมากจึงขอยกมาเป็นข้อคิดสะกิดใจดังนี้

  • สถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมที่สุดก็คือ “ที่บ้านของเราเอง” นี่แหละ
    หากเราสามารถปฏิบัติธรรมที่บ้านของเราได้แล้ว การปฏิบัติธรรมจะเป็นเรื่องที่สะดวกมาก
    นอกจากนี้ เราก็ย่อมจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะเจริญในทางธรรม และเด็ก ก็มีโอกาสมากขึ้น ที่จะได้ปฏิบัติธรรมอยู่เนือง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่หากเราวางหลักเกณฑ์กับตัวเองว่าเราปฏิบัติธรรมที่บ้านไม่ได้ และเราจะต้องไปปฏิบัติธรรมที่วัดเท่านั้นแล้ว ย่อมจะทำให้การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องไม่สะดวกแล้วล่ะ ในหนึ่งเดือน มี 30 วัน ถามว่า เราจะไปวัดได้กี่วัน และไม่ได้ไปวัดกี่วัน
    ในจำนวนที่ไปวัดนั้น เราจะได้มีเวลาปฏิบัติธรรมจริง ๆ กี่ชั่วโมง
    สมมุติว่า เราไปวัดได้เดือนละ 4 วัน โดยได้ใช้เวลาปฏิบัติธรรมวันละ 8 ชั่วโมง
    เท่ากับว่า เราใช้เวลาปฏิบัติธรรมเดือนละ 32 ชั่วโมง แต่เวลาที่เหลืออีกเดือนละ 688 ชั่วโมงนั้น เราไม่ได้ปฏิบัติธรรม เวลาที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นเวลาที่มากมายนั้น เราอาจจะโดนกิเลส ลากพาไปทำสิ่งอกุศลมากมาย แต่เวลาที่เราใช้ปฏิบัติธรรม เพื่อเจริญก้าวหน้าในทางธรรม กลับมีน้อยกว่ามาก เช่นนี้ ย่อมไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควร และมีโอกาสสูง ที่เราจะถอยหลังหรือไม่ได้เจริญก้าวหน้าในทางธรรม อย่าลืมว่า เราใช้หมดเวลาไปกับการเดินทาง และต้องใช้เวลาเพื่อการอื่น ๆ อีก เวลาที่ปฏิบัติธรรมจริง ๆ ที่เหลือในวัดในวันนั้น ก็คงมีไม่มากเท่าไร


  • เสมือนกับว่า เรากำลังพายเรือเพื่อเดินทางไปยังเป้าหมายสักแห่งหนึ่ง ในเดือนหนึ่ง ๆ เราตั้งใจพายเรือไปข้างหน้าอย่างเต็มที่เป็นเวลา 32 ชั่วโมง แต่พอหยุดพาย เวลาที่เหลืออีก 688 ชั่วโมง เราโดนกระแสน้ำลากพาถอยหลังไป ดีไม่ดี เราจะโดนน้ำลากพาถอยหลังไปไกลกว่าที่เราได้พายมาข้างหน้าเสียอีก และหากเราพายหน่อยนึง แล้วก็หยุดพักยาวเช่นนี้ โอกาสที่เราจะไปถึงสถานที่เป้าหมายย่อมจะมีน้อยมาก หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ ฉะนั้นแล้ว เราจึงควรต้องปฏิบัติธรรมที่บ้านให้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอวันหยุด หรือวันที่เราว่างเพื่อไปปฏิบัติธรรมที่วัด หากเราสามารถปฏิบัติธรรมที่บ้านได้ ก็เปรียบเสมือนกับว่า เรายกวัดมาไว้ที่บ้านนั่นแหละครับ แทนที่เราจะต้องเสียเวลาเดินทางไปที่วัดเพื่อปฏิบัติธรรม เราก็ปฏิบัติธรรมเสียที่บ้านนี้แหละ ซึ่งจะสะดวกกว่าและสามารถทำได้ทุกวันด้วย การที่เราจะกราบพระ สวดมนต์ทำวัตร นั่งสมาธิ เดินจงกรม ล้วนแล้วแต่สามารถทำที่บ้านได้ทั้งสิ้น 


  • หากพ่อแม่จะสามารถปฏิบัติธรรมที่บ้านกับลูกได้แล้ว ก็จะเป็นประโยชน์มาก เช่น พ่อแม่สอนลูกปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธรรมด้วยกัน โดยเริ่มต้น สอนด้วยการกราบพระด้วยกัน สวดมนต์ด้วยกัน นั่งสมาธิด้วยกัน หรือเดินจงกรมด้วยกัน โดยก็ทำด้วยกันที่บ้านตนเองนี่แหละ นอกจากเป็นการสอนลูกให้ปฏิบัติธรรมแล้ว พ่อแม่ก็ได้ปฏิบัติธรรมด้วย และเป็นการสร้างบรรยากาศความร่มเย็นให้กับงานตนเองอีกด้วย หากเราสามารถยกวัดมาไว้ที่บ้าน และสามารถปฏิบัติธรรมที่บ้านได้แล้ว
    เราสามารถพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือยกวัดมาไว้ที่ใจเรา ไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เรามีวัดอยู่ที่ใจเรา และเราสามารถปฏิบัติธรรมได้ทุกแห่ง โดยไม่เกี่ยงสถานที่เลย


  • สำหรับกรณีบางท่านที่ไม่ชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม แต่ชอบเรื่องการกราบไหว้พระ หรือทำบุญถวายสังฆทาน แต่ไม่ค่อยมีเวลาไปวัด ก็มีวิธีการง่าย ๆ ครับว่า เราก็กราบพระพุทธรูปที่บ้านหรือที่ทำงานนั่นแหละ กรณีของที่ทำงานนั้น เราอาจจะหาที่วางพระพุทธรูปไว้บนตู้วางเอกสารก็ได้
    ทุกครั้งที่มาถึงที่ทำงาน หรือก่อนเดินทางกลับบ้าน หรือช่วงเวลาที่เหนื่อยล้ามาก ๆ เราสามารถยกมือไหว้พระพุทธรูป โดยระลึกเสมือนว่าได้กราบพระพุทธเจ้า  หรือระลึกเสมือนว่าเราได้ไปกราบพระประธานอยู่ที่วัดแล้ว วันไหนที่เราสะดวก ก็สามารถซื้อพวงมาลัยใกล้ที่ทำงานมาถวาย
    โดยก็ระลึกเสมือนว่าได้ถวายพระพุทธเจ้า หรือระลึกเสมือนว่าไปถวายพระประธานที่วัด ก็ถือว่าได้พักผ่อนจิตใจ และช่วยทำให้จิตใจเราสงบร่มเย็น ส่วนกรณีของกราบไหว้พระพุทธรูปที่บ้านก็ทำนองเดียวกันนะครับ บางท่านอาจจะแย้งว่าพระพุทธรูปไม่ใช่พระพุทธเจ้านะ จะไปกราบไหว้ทำไม ผมก็เข้าใจเช่นนั้นครับว่า พระพุทธรูปนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้าแน่นอน แต่ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า การที่เรากราบไหว้พระพุทธรูปนั้น จึงอยู่ที่คนกราบไหว้ครับว่าจะกราบไหว้อะไร

  • ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า คุณพ่อผมได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อประมาณสามปีก่อน แต่สมัยก่อนที่คุณพ่อผมยังอาศัยอยู่ในบ้านด้วยกันนั้น  ก่อนออกจากบ้านไปทำงาน ผมก็ยกมือไหว้สวัสดีคุณพ่อผม
    หลังกลับมาจากที่ทำงานถึงบ้าน ผมก็ยกมือไหว้สวัสดีคุณพ่อผม แม้ทุกวันนี้ ผมก็ยังมีรูปคุณพ่อผมวางอยู่ในบ้าน โดยก่อนออกจากบ้านไปทำงาน หรือหลังจากกลับจากที่ทำงานถึงบ้าน
    ผมก็ยังยกมือไหว้ไปที่รูปคุณพ่อผม โดยระลึกถึงคุณพ่อของผมเช่นเดิม บางท่านอาจจะมองว่าผมไหว้รูป กรอบรูป หรือไหว้กระดาษธรรมดา แต่ใจผมระลึกถึงคุณพ่อ และกำลังกราบไหว้คุณพ่อผมอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่กราบไหว้ และคนที่มองนั้น จะมองเห็นอะไร
  • อย่างหลาย ๆ ท่านคงจะได้เคยกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุ หรือกราบไหว้ต้นโพธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้  ก็เป็นไปทำนองเดียวกันครับว่า ท่านคงจะไม่ได้กราบไหว้ โดยระลึกใจว่ากราบไหว้กระดูกธรรมดา หรือต้นไม้ธรรมดา แต่ย่อมจะกราบไหว้ โดยระลึกใจถึงพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ
    ส่วนเรื่องทำบุญถวายสังฆทานนั้น หากเราไม่มีเวลาไปทำบุญที่วัดได้บ่อย ๆ ก็แนะนำให้หากระปุกออกสินมาหนึ่งกระปุก หรือจะเป็นถุงพลาสติกหนึ่งถุงก็ได้ โดยเราก็ถือว่ากระปุกนั้น หรือถุงนั้น เทียบได้กับเป็นกล่องรับปัจจัยทำบุญสังฆทานของวัด วันไหนเราอยากจะทำบุญ หรือเราอยากจะทำบุญทุกวัน หากเราใส่เงินจนเต็มกระปุกหรือเต็มถุงแล้ว แต่เราก็ยังไม่มีเวลาไปที่วัดเลย เราก็สามารถฝากญาติธรรมที่ไว้ใจได้ ให้นำเงินเหล่านั้นไปใส่กล่องรับปัจจัยทำบุญสังฆทานที่วัดใด ๆ แทนเราก็ได้เช่นกัน ไม่ใช่ว่าเราอธิษฐานจิตแล้วถวายเงินใส่กระปุกและถุงไปแล้ว แต่เรากลับนำเงินนั้นไปใช้อีก หรือนำเงินนั้นไปหมุนทำอย่างอื่นก่อน เช่นนี้ก็จะเป็นอกุศล โดยถือว่าเรานำเงินที่เราถวายสังฆทานเสร็จแล้วไปใช้อย่างอื่น
  • สำหรับท่านที่ไม่ค่อยจะมีเวลาไปวัด แล้วก็สร้างหลักเกณฑ์กับตนเองว่าไม่มีโอกาสปฏิบัติธรรม
    ไม่มีโอกาสกราบไหว้พระ ไม่มีโอกาสทำบุญถวายสังฆทาน ก็แนะนำว่าให้ลอง ยกวัดมาไว้ที่บ้าน ยกวัดมาไว้ที่ทำงาน ยกวัดมาไว้ที่ใจ  เรานะครับ ย่อมจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับชีวิตของเราครับ
    เราก็สามารถทำบุญได้สะดวกโดยการนำเงินใส่กระปุกหรือใส่ถุงนั้นไว้ก่อน แล้วหากวันไหนที่เราไปวัด จึงนำเงินในกระปุกหรือถุงนั้นไปใส่กล่องรับปัจจัยทำบุญสังฆทานที่วัดก็เปรียบได้ว่า เรามีกล่องรับปัจจัยทำบุญสังฆทานของวัดไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานของเราเอง ซึ่งทำให้เราสะดวกและสามารถทำบุญถวายสังฆทานได้ทุกวันและเวลาเลย มีจิตกุศลอยากทำบุญเมื่อไร ก็สามารถทำได้ทันที ทำสังฆทานวันละสามเวลาสี่เวลาก็ยังได้ และหากเราต้องการจะกล่าวคำถวายด้วย ก็ไม่มีอะไรห้ามนะครับ  ก็สามารถกล่าวคำถวายเองก่อนจะใส่เงินลงในกระปุกหรือในถุงก็ได้

  • คิดอย่างคนมีสมาธิ
    ฝึกทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย
    จะได้จิตของคนมีสมาธิ
    หมั่นพูดเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยาก
    จะได้จิตของคนฟุ้งซ่านจัด

    จิตที่มีสมาธิคือจิตที่ไม่คิดมาก
    เข้าถึงความง่ายในการรับรู้อะไรอย่างเดียว
    ตรงไปตรงมา ไม่ยอกย้อน
    ไม่ซับซ้อน ไม่เงื่อนไขมาก

    การทำให้ชีวิตเป็นเรื่องเรียบง่าย
    จึงเข้ากับจิตที่เป็นสมาธิ
    แม้แต่นักกีฬาที่ต้องคิดมากที่สุด
    อย่างพวกเล่นหมากรุกระดับโลก

    ที่ไปถึงดวงดาว เป็นแชมป์โลกได้
    ก็ต้องทำหมากยากให้กลายเป็นง่าย
    ไม่ใช่ผูกหมากให้ซับซ้อนเสียจนเต็มไปด้วยป่ารก
    แล้วทำให้ใจหลุดจากโฟกัส สับสนวกวนเสียเอง

    ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่มักคิดมาก
    เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เก็บมาคิดไม่เลิก
    หรือแม้แต่ธรรมอันสว่างที่ควรเย็น
    ควรเรียบง่าย ศึกษาแล้วได้สมาธิ

    ก็ไปคิดเสียร้อน พูดเสียร้อน
    นึกว่ายิ่งซับซ้อนยิ่งดูฉลาด เมื่อฝึกคิดเรื่องเดียวให้เป็น และพูดให้ตรงความจริงอันเดียวซื่อๆได้คุณจะรู้สึกถึงความเยือกเย็นมีระเบียบความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวโดยง่าย ไม่กระสับกระส่ายกระจัดกระจาย หรือเมื่อตั้งท่าจะกระจายก็สังเกตออก จับได้ไล่ทัน ไม่ใช่จับอะไรไม่ได้สักอย่างสักแต่กระโดดไปทางโน้นทีทางนี้ทีแบบหยุดยาก เมื่อคิดถึงเรื่องเดียวได้ง่ายๆจนกระทั่งใจเย็นลงจริงๆ เมื่อลงนั่งสมาธิ คุณจะไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งเหลือวิสัย ก็แค่ดูอะไรอย่างเดียว ด้วยจิตดวงเดียวการนึกถึงสิ่งหนึ่งโดยไม่คอยแต่จะวกไปนึกถึงอีกสิ่งจะค่อยๆรวบรวมกระแสจิตให้เข้าที่ตั้งมั่นนั่นแหละสมาธิที่คนส่วนใหญ่บอกว่าเกิดยากนักยากหนา

  • จากบทความข้างบนของท่าน ดังตฤณ เมื่อได้ฟังแล้วก็รู้สึกอบอุ่นอิ่มใจขึ้นมา เหมือนเทียนไขส่องท่ามกลางความมืดมิด กราบขอบพระคุณครับ
  • ถึงแม้ บ้านของเรา จะเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เหมาะแต่ก็มีข้อเสียบางประการเช่น สิ่งภายนอก มากระทบได้ง่าย, บ่อย และแรง หากจิตใจผู้ปฏิบัติบำเพ็ญ ไม่เข็มแข็งพอ ก็ทำให้ถูกกระแสน้ำพัดไปโดยง่าย ดังนั้นจึงควรพึงระวังใจ และเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ฝึกจิตใจในสมรภูมิแห่งความเป็นจริง ถ้าผ่านไปได้นั่นแหละ ของจริง