บำเพ็ญธรรม บำเพ็ญอะไร บำเพ็ญที่ใคร บำเพ็ญตัวเองหรือบำเพ็ญคนอื่น
บำเพ็ญธรรมกันมา 3 ปี 5 ปี 10 ปี บำเพ็ญขัดเกลาจิตจริง ๆ หรือ ได้แค่ซ้อมยิงเป้า
เมื่อเจอเรื่องราวมากระทบ เราสามารถควบคุมอารมณ์ไม่ให้สะเทื่อนนิ่งสุขุมได้หรือว่าโดนยิงพรุนอารมณ์เตลิดเปิดเปิง
Showing posts with label บำเพ็ญ. Show all posts
Showing posts with label บำเพ็ญ. Show all posts
Friday
หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการในการบำเพ็ญอนุตตรธรรม
"เพียรธรรมน้ำใจจริง"
เพียรธรรมน้ำใจจริง ซาบซึ้งธรรมตระการ
ยกตนเหนือทั้งนั้น จะล้มพับด้วยมาร
หนุ่มสาวชราวัย ธรรมะมีเพียงทางหนึ่ง
เข้าชั้นฟังบรรยาย ธรรมะมีเพียงทางหนึ่ง
เพลง "เพียรธรรมน้ำใจจริง"
โอวาทพระอรหันต์จี้กง
"สัจจธรรมในตัวมนุษย์" คือ มโนธรรมสำนึก ทุกคนมีมโนธรรมสำนึกซึ่งแต่เดิมนั้นบริสุทธิ์ แต่เมื่อต้องผ่านการเวียนว่ายตายเกิดนับชาติไม่ถ้วน จิตใจจมปรักอยู่กับกิเลสตัณหา เราจึงเลอะเลือนชอบที่จะทำอะไรตามความพอใจ แปรปรวนไปตามอารมณ์อยาก ยากที่จะดำเนินชีวิตไปตามมโนะรรมดั้งเดิมที่ใสสะอาดบริสุทธิ์
การบำเพ็ญตนไม่ใช่การแสดงออกให้เห็นได้แต่ภายนอกเท่านั้น แต่จะต้องสอดคล้องกับมโนะรรมสำนึกภายในด้วย เรียกว่า "บำเพ็ญจากภายใน สู่ภายนอก" คือการกระทำและความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คิดดีได้ก็ทำดีได้ คิดอย่างไรก็ทำได้อย่างนั้น
หลักเกณฑ์พื้นฐาน คือ หลักปฏิบัติอันเป็นบรรทัดฐานให้เราก้าวสูงขึ้นไป เราทราบดีว่าในโรงเรียนเราต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนด เพื่อที่จะก้าวขึ้นชั้นสูงไปเรื่อยๆ สำหรับคนที่ทำงานแล้วเมื่อเจ้านายของเราต้องการเลื่อนตำแหน่งให้ใครสักคนหนึ่ง แน่นอนท่านย่อมต้องค้นหาคุณสมบัติที่ดี เช่น ความขยันขันแข็ง ความสามารถในการเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ ฯลฯ
แล้วสำหรับ "การบำเพ็ญอนุตตรธรรม" ล่ะ! มีอะไรเป็นเกณฑ์พื้นฐาน? เราต้องรู้เสียก่อนว่าเราควรมีคุณสมบัติอะไรบ้างในการที่จะได้ชื่อว่าเป็น "ผู้บำเพ็ญธรรม"
สิ่งที่สำคัญที่สุดผู้บำเพ็ญธรรมต้องรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดขอการบำเพ็ญธรรม คือ "สำเร็จธรรม" สามารถหลุดพ้นกลับคืนสู่แดนนิพพาน และเพื่อที่จะสำเร็จธรรมสูงสุด "เราจะบำเพ็ญอย่างไร?"
.ในอดีต บรรดานักปราชญ์และอริยะทั้งหลายต้องสละความสุขทางโลกทุกอย่าง ตัดความผูกพันทั้งหมดเพื่ออกไปบำเพ็ญอย่างโดดเดี่ยวด้วยจิตใจที่แน่วแน่มั่นคง
มาถึงปัจจุบันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เวลาและภาวะการณ์ทำให้เราต้องบำเพ็ญธรรมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราเป็นอยู่นี้ให้ได้ โดยอาศัยพื้นฐานหลัก 4 ประการคือ
1. อุปนิสัยที่ดีงาม
2. ความดีและคุณธรรม
3. ความอดทน
4. จริยะธรรมหรือจรรยามารยาท
1. อุปนิสัย
หมายถึง แนาวทางความรู้สึกนึกคิดของบุคคลนั้น อุปนิสัยทำให้คนแต่ละคนมีคุณภาพแตกต่างกัน การกรทำและคำพูดที่คนเราแสดงออกในชีวิตประจำวันจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยของคนผู้นั้น การรู้นึกพัฒนาอุปนิสัยให้ดีงามเป้นสิ่งสำคัญยิ่งในการบำเพ็ญธรรม
ทำไมเราจึงต้องมีอุปนิสัยที่ดีงาม
- คุณค่าของสิ่งของต่างๆ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ คุณภาพดีกว่าราคาก็ย่อมสูงกว่า เช่นเดียวกันคุณค่าของ "คน" ขึ้นอยู่กับความประพฤติของเขา คนที่มีอุปนิสัยดีความประพฤติของเขาก็จะดีตามอุปนิสัยที่ดีของเขาจะส่งผลให้ผู้คนรอบข้างยึดถือเป้นตัวอย่าง และแน่นอนเขาย่อมจะได้รับความเคารพนับถือและให้เกียรติจากคนทั้งหลาย
- พระอาจารย์ของเราก็ทรงหนักพระทัยกับคนประเภท "มือถือสาก ปากถือศีล" ดีแต่พูดแต่ทำไม่ได้บอกผู้อื่นทำแต่ตึวเองไม่เคยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผู้บำเพ็ญธรรมที่แท้จริงจะต้องมีรากฐานการดำเนินชีวิตตามเยี่ยงอย่างนักปราชญ์และอริยะทั้งหลาย มิใช่แค่ปฏิบัติตามพิธีกรรมในศาสนาเท่านั้น พระเยซูคริสต์ตรัสว่า
"...เหตุใดท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยุ่ในตาของท่านท่านกลับไม่รู้สึก หรือเหตุไฉนท่านจะว่าแก่พี่น้องว่า "ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของท่าน" แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง เจ้าคนหน้าซื่อใจคด จึงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของเจ้าก่อนแล้วเจ้าจะได้เห็นถนัด จึงจะเขี่ยผลออกจากตาพี่น้องของเจ้าได้...." (มัดธาย 7 3-5)
...อนุตตรธรรมอันเป็นสัจจธรรมที่ยิ่งใหญ่ล้ำค่า ไม่มีรูปร่างลักษณธ กายเผยแพร่สัจจธรรมนี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหลาย ท่านธรรมอธิการหัน เปล่า เฉียน เหยิน ได้กล่าวไว้ว่า "ทุกคนเป็นตัวเแทนของธรรมะ เพราะฉะนั้นภาพพจน์ของเราที่ปรากฎต่อผู้คนทั้งหลายจะแสดงถึงคุณค่าของสัจจธรรมนี้"
...ในหนังสือชื่อ "การเรียนรู้อันยิ่งใหญ่" (The Great Learning) ระบุว่า"ครอบครัวจะราบรื่นถ้าคนในครอบครัวรู้จักบำเพ็ญธรรม เมื่อครอบครัวราบรื่นแล้ว บ้านเมืองก็จะปกครองไปด้วยดี ในที่สุดทั้งโลกก็จะพบกับความจริงรุ่งเรืองและสงบสุข ฉะนั้น การบำเพ็ญตัวเองจึงเป็นการสร้างฐานแห่งโลกพระศรีอารย์"
เราจะบำเพ็ญตนอย่างไรจึงจะมีอุปนิสัยที่ดีงาม ถูกต้องชอบธรรม
- ท่านขงจื้อกล่าวว่า "เมื่อเราเห็นคนที่มีคุณค่า เราควรคิดที่จะทำตนให้มีคุณค่าทัดเทียมเขา เมื่อเราเห็นคนที่ด้วยคุณค่า เราต้องย้อนสำรวจดูตัวเราเอง"
- ดังนั้นในการบำเพ็ญตัวเรา เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่จะต้องรู้จักเลือกสิ่งแวดล้อมและเพื่อนใกล้ชิด ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เพราะทั้งสองอย่างมีอิทธิพลอย่างมากในการชักนำเราไปสู่ทางดีหรือเลว
- โดยปกติคนเราย่อมรู้เสมอว่า สิ่งไหนถูกต้องและควรทำ แต่เขามักไม่ทำในสิ่งที่ถูกเสมอไป เพราะความเย่อหยิงและอวดดียึดติดอยู่ในความคิดของเขาอย่างเหนียวแน่น เหมือนกับ แก้วที่บรรจุน้ำไว้จนเต็มปริ่มไม่สามารถจะเติมอะไรลงไปได้อีก มีแต่ล้นออกมาเสียหมด นอกจากเขาจะเอาน้ำนั้นออกไปเสียบ้าง เช่นเดียวกัน คนเราควรจะลดความเย่อหยิงอวดดีลงเสียบ้าง และพยายามรับฟังความเห็นของผู้อื่นเพื่อนำมาเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตนเอง
"คนที่คิดว่าตนเองรู้อะไรหมดทุกอย่างแล้ว เขายังจะสามารถเรียนรู้อะไรได้อีก?"
- คนทุกคนเกิดมาพร้อมกับความดีโดยธรรมชาติ ความดีและคุณธรรมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดท่านเม่งจื้อได้กล่าวว่า
"อันการศึกษาวิทยาการนั้นไม่มีอะไรอื่น นอกจากเพื่อติดตามหาคุณสมบัติที่พรากหายไปจากจิตเดิมแท้ให้กลับคืนมาเท่านั้น" เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของการเรียนรู้ ก็คือ การค้นหาความดีในจิตซึ่งหลงขาดหายไป และนำกลับมาไว้ที่มันเคยอยู่ เราจึงจะมีคุณธรรมอีกครั้ง
- การบำเพ็ญ คือ ขั้นตอนการเรียนรู้ อันมีช่วงระยะใหญ่ๆ 5 ระยะดังนี้
ก. การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มเติมสติปัญญาทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ ชัดเจนลึกซึ้งและกว้างไกลยิ่งขึ้น
ข. การถามอย่างมีไหวพริบ การถามคำถามเพื่อจะได้คำตอบที่ดีและถูกต้อง จะช่วยนำทางไปสู่เป้าหมายที่แท้จริง
ค. การคิดอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยการคิดทบทวนในสิ่งที่เราได้ศึกษา จะช่วยให้เราก้าวไปสู่ความเข้าใจที่สูงขึ้น ท่านขงจื้อกล่าวว่า "การเรียนโดยปราศจากการคิดไม่มีประโยชน์การคิดโดยปราศจากการเรียนรู้ก็เป็นอันตราย"
ง. การพิจารณาไตร่ตรองที่ดี เมื่อเรารู้จักพิจารณาก็จะสามารถทำให้เราแยกแยะความถูกออกจากความผิด
จ. การปฏิบัติอย่างจริงจัง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การรวมเอาความรู้เข้ากับการปฏิบัติให้ได้ ผู้ที่อ้างว่าตนรู้ดีในข้อคุณธรรมแต่ไม่ได้ปฏิบัติเลย ไม่ถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญธรรม
ความรู้คือ รากฐานในการปฏิบัติ การปฏิบัติ คือ ความรู้ที่สมบูรณ์
2. ความดีและคุณธรรม
ความดี หมายถึง การสัมผัสถึง "ตัวจริงแท้" ที่อยู่ภายในตัวเรา และเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดบนเส้นทางที่มันพาไป
การทำดีตาม "คุณความดีภายใน" เรียกว่า "ทำดีโดยคุณธรรม"
ทำไมเราจึงต้องทำความดี?
ก็เพราะ
- เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเลื่อนขึ้นเป็น "พุทธะ" และ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์"
- เพื่อลดกรรมชั่วที่ได้สะสมไว้ในอดีต
- เพื่อฉุดช่วยบรรพบุรุษที่ต้องตนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก ซึ่งเป้นการแสดงความกตัญญูต่อท่าน
เราจะทำความดีได้อย่างไร ?
การบำเพ็ญธรรม เป็นการซ่อมแซมปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง เช่น การขจัดนิสัยที่ไม่ดี ฝึกตนเป็นเป็นคนรอบคอบ ฯลฯ นอกเหนือจากนี้แล้วผู้บำเพ็ญธรรม ต้องมีจิตใจที่เสียสละเพื่อผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นดีขึ้น เป็นการสร้างบุญกุศลให้บริบูรณ์ครบถ้วน
การสร้างบุญกุศลแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
ก. สร้างบุญกุศลด้วยทรัพย์ เช่น
- บริจาคทรัพย์พิมพ์หนังสือธรรมะ
- ช่วยเหลือบำรุงธรรมสถาน
ข. สร้างบุญกุศลด้วยแรงกาย
- สละแรงกายช่วยเหลือภารกิจงานธรรมทุกอย่าง
- บำรุงรักษาสถานธรรมและสถานที่สาธารณะ
ค. สร้างบุญกุศล, ด้วย "ธรรมทาน"
- ให้กำลังใจและช่วยเหลือแก่ผู้ใฝ่หาวิถีธรรมให้เขาได้รู้หลักการบำเพ็ญอนุตตรธรรมที่ถูกต้อง
- ช่วยเกื้อหนุนเผยแพร่ "สัจจธรรม" ให้กว้างขวางกระจายไปทั่วทุกแห่งหน
เราจะบำเพ็ญตัวเราให้ดีพร้อมได้อย่างไร?
จากหนังสือ "การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่" เขียนไว้ว่า
"ก่อนที่เราสามารถพัฒนาอุปนิสัยให้ดีได้ ต้องหมั่นขจัดกิเลส พยายามเพิ่มเติมความรู้สร้างความมุ่งมั่นตั้งใจจริงและซื่อสัตย์ต่อความรู้ของตน"
- หมั่นขจัดกิเลส คือ ขจัดความเห็นแก่ตัวและสิ่งไม่ดีทั้งหลายรอบข้างตัวเรา ซึ่งจะบั่นทอนการบำเพ็ยธรรมของเรา
- เพิ่มเติมความรู้ เมื่อขจัดความเห็นแก่ตัวลงไปแล้ว การสำรวจตรวจสอบดูตัวเราก็จะแจ่มชัดยิ่งขึ้น แล้วพยายามฟื้นฟูมโนธรรมสำนึกที่ดีงามด้วยการเรียนรู้หลักศีลธรรมจริยธรรมเพิ่มเติมอยู่เสมอ จนกระทั่งจิตใจมีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน และจริงใจต่อทุกคน
- สร้างความมุ่งมั่นตั้งใจจริง
- ไม่หลอกลวงตัวเอง ท่านเมิ่งจื้อได้กล่าวว่า "ไม่มีความเพลิดเพลินใดสำหรับฉันยิ่งไปกว่า การสอบจนรู้ได้ว่า ฉันจริงใจต่อตัวฉันจริงๆ"
- ซื่อตรงต่อเจตนาและความรู้สึกของเรา "อย่างเสแสร้งในเมื่อใจบอกว่าชอบหรือไม่ชอบ" เมื่อจมูกเราสัมผัสกับกลิ่นเหม็นเราก็จะเบือนหน้าหนีทันที เมื่อเรามองเห็นสิ่งที่สวยงามตาก็จะสดุดหยุดมองดูทันที เราไม่ค่อยได้ยั้งคิดว่าการแสดงออกนั้นสมควรหรือไม่? เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถจะซ่อนความรู้สึกและอารมณ์ที่แท้จริงภายในไว้ได้
เราสามารถแสดงความรังเกียจทันทีที่เห็นความไม่ดีของคนอื่น แต่ก็แสดงความรักทันที ที่เห็นความดีของเขา
เพราะฉะนั้น การซื่อตรงต่อเจตนาและความรู้สึกของเรา ก็คือ การไม่แสดงออกและปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยถืออารณ์ชอบ - ไม่ชอบ ของตนเป็นใหญ่
เราต้องฝึกฝนตนเองให้แสดงความรู้สึกต่อผู้อื่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง ชอบธรรม ปราศจากอคติ
- ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตน
ท่านขงจื้อกล่าวว่า "รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านรู้ และรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านไม่รู้ นั่นแหละ คือ "การรู้ที่แท้จริง"
คนเรามักจะหลอกลวงตัวเองและผู้อื่นเสมอเกี่ยวกับความรู้ ความสามารถของตน ผลก็คือเราจะไม่มีโอกาสปรับปรุงความรู้และความสามารถของเราให้ก้าวหน้าไปได้เลย เพราะเราเชื่อมั่นและหลงตัวเองจนเกินไป ดังนั้น การหลอกลวงตนเองจึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้
การแก้ไขปรับปรุงจิตใจ
ความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ที่ไม่ดี การหลอกลวงตัวเอง และกิเลสตัณหาล้วนเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจ เพราะฉะนั้นเราจะต้องแก้ไขปรับปรุงจิตใจโดยการสำรวจตรวจสอบและพัฒนาความคิดของเราให้ดีงามถูกต้องชอบธรรมอยู่เสมอ
- มีคำกล่าวว่า "ผู้บำเพ็ญธรรมต้องเฝ้าดูความคิดของตัวเองให้มาก ในยามที่อยู่ลำพังคนเดียว" เมื่อเรามีความจริงใจ และชำระจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์พอแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะพบว่าตัวเรา และคุณธรรมดั้งเดิมภายในที่เบื้องบนประทานให้เป็นสิ่งเดียวกัน
- ความโกรธเกลียด ความหวาดกลัว ความทุกข์ระทมใจ ความลิงโลดใจ สนุกสนานจนเกินเหตุสามารถทำลายสติสัมปัชชัญญะและความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วของจิตใจเราได้ เราควรทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อจะได้ไม่ถูกอารมณ์ต่างๆ เข้าครอบงำ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเราจะแสดงออกอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ให้เราตระหนักเอาไว้ว่า ถ้าหากเราถูกเหตุการณ์ต่างๆ พาไป เราควรตั้งมั่นอยู่ในความสำรวมและมีสติ และแสดงออกอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์
- จิตใจที่ถูกครอบงำโดยกิเลสตัณหา ไม่สามารถมีความคิดที่ถูกต้อง และยุติธรรมคนที่มีจิตใจยังไม่ได้ฝึกฝนย่อมไม่สามารถหยั่งรู้ได้เลยว่าจะใช้คุณธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัได้อย่างไร?
3. ความอดทน
ด้วยความมีไตรีจิตปราศจากความขุ่นเคืองหรือรำคาญใจ เช่น สามารถยอมรับความเจ็บป่วย ทุกข์ยากลำบากโดยปราศจากการบ่น หรือหันเหออกไปจากวิถีทางของความถูกต้อง
"ความโกรธ คือ ลมที่พัดดวงประทีปในใจให้ดับวูบ"
(โรเบิรต์ อินเกอร์ซอล)
ความอดทนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
ประเภทแรก คือ อาศัยการอดกลั้น
ประเภทที่สอง คือ อาศัยการให้อภัย
ประเภท "อดทน" โดยอาศัยการอดกลั้น เราต้องบอกกับตัวเองเสมอว่า เป้าหมายของเราคือ "รู้จักอดกลั้น" และเราต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ นั้นก็คือ เราจะต้องฝึกระงับใจในความอยากหรือไม่อยากของเรา เช่น อยากทำในสิ่งที่แม้จะรู้ว่ามันไม่ดี แรกๆ ที่หักห้ามระงับใจจะรู้สึกฝืนใจและใช้ความอดกลั้นมาก แต่พอทำได้บ่อยๆ ก็จะง่ายขึ้น และไม่อยากทำชั่วโดยไม่ฝืนความรู้สึก
การทำดีก็เช่นกัน บางคนอกาจมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเสแสร้งแกล้งทำ แต่เมื่อใช้สติปัญญา ทำความเข้าใจในเหตุผลของการทำความดีแล้ว ก็จะทำได้โดยง่ายและรู้สึกเป็นธรรมชาติที่คิดทำแต่สิ่งที่ดี
- ถ้าหากเรายังไม่สามารถฝึกระงับใจตัวเอง และยังมีความอดกลั้นไม่ดีพอ เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงการประจัญหน้าอย่างจังกับบุคคลหรือเหตุการณืที่มากระทบทันที จนกว่าความโกรธ ความฉุนเฉียวจะจางลง แล้วจึงเผชิญหน้ากันอีกครั้งอย่าวสุภาพสุขุม ให้ความเคารพและยอมรับในความแตกต่างของสภาพจิตใจของกันและกัน
- แต่ความอดทนที่มีพื้นฐานจากการอดกลั้นเพียงอย่างเดียว นานๆ ไปอาจนำไปสู่ความเก็บกด อารมณ์โกรธ เคลียดแค้น ชิงชัง หวาดระแวง ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเชื้อของบาป ซึ่งจะทำลายจิตใจของเราในภายหน้า
ประเภทที่สอง "อดทน" โดยการให้อภัย
- การให้อภัยในความผิดที่ผู้ได้กระทำ คือ การบำเพ็ญ "คามอดทน" ที่แท้จริง ความอดทนประเภทนี้ไม่ใช่ การอดกลั้นที่เก็บกดความรู้สึก แต่เป็นการอดทนที่ประกอบไปด้วยความรัก ความเมตตา มีความยินดีห่วงใยผู้อื่น นี่คือ ความอดทนประเภทที่ผู้บำเพ็ญธรรมใช้ปฏิบัติ
- ในยามเจ็บไข้และทุกข์ยากลำบาก "ความอดทน" ช่วยให้เราบากบั่นที่จะก้าวไปข้างหน้า เพื่อบรรลุเป้าหมายในการบำเพ็ญธรรมให้ได้อย่างมีพลัง
- ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากจะถูกมองว่าเป็น ผลกรรมจากอดีต มารผจญ หรือการทดสอบของเบื้องบน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เราทุกคนต้องประสอบ เมื่อเป็นเช่นนั้น "ทำไมเราไม่เผชิญหน้ากับปัญหาที่ท้าทายเพื่อทำให้ชีวิตนี้มีความหมายและน่าสนใจยิ่งขึ้น"
- เมื่อเรารู้แล้วว่า การบำเพ็ญธรรมไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่ตัวเราและคนรอบข้างเท่านั้น แต่บรรพบุรุษของเราที่ล่วงลับไปแล้วก็จะไปแล้วก็จะได้รับอานิสงส์จากการบำเพ็ญธรรมของเราด้วย เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะต้องบำเพ็ญธรรมด้วยน้ำตานองหน้า เผชิญความทุกข์ยากอุปสรรคต่างๆ ในเวลานี้แต่มันก็คุ้มค่าที่จะฟันฝ่าไปจนเสร็๋จ มิใช่หรือ?
4. จริยธรรมหรือจรรยามารยาท
จริยธรรมหรือจรรยามารยาท คือ การเรียนรู้ถึงมารยาทที่ดีงาม ระเบียบวินัยของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างตัวเราต่อบุคคลอื่นและต่อสังคม ซึ่งควรแสดงอย่างถูกกาละเทศะ
การเรียนรู้กิริยามารยาทที่ถูกต้องดีงามอันเป็นคุณสมบัติของผู้ดี จะช่วยให้กาอยู่ร่วมกันในสังคมมีความเป็นระเบียบงดงาม
การปฏิบัติตนตามหลักจริยธรรมอันดีงาม มีผลอันยามไกลต่อการดำเนินชีวิตต่อไปภายหน้า
ถ้าทุกคนในสังคมต่างปฏิบัติต่อกันด้วยความนับถือและอ่อนน้อมต่อกันด้วยความจริงใจ สังคมนั้นก็จะน่าอยู่ราบรื่นและสงบสุข
หลักจริยธรรมที่เราใช้เป็นข้อคิดในการอยู่ร่วมกัน 4 ข้อ คือ
1. ไม่มองในสิ่งที่ไม่ควรมอง
2. ไม่ฟังในสิ่งที่ไม่ควรฟัง
3. ไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
4. ไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
คนเราได้ชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญในการทำเรื่องเลวร้าย ป่าเถื่อนทุกประเภท แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ชอบเผชิญหน้ากับความป่าเถื่อนเลวร้าย และพฤติกรรมที่ตนเองก่อไว้ทั้งหมด
จรรยามารมาทอันดีงามเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีชัย เหนือความป่าเถื่อนในตัวเอง การแสดงมารยาทที่อ่อนโยนนอบน้อมไม่ใช่หมายถึง ความอ่อนแอ ขี้ขลาด แต่เป็นสัญญลักษณ์ของคนที่มีสามัญสำนึกสมบูรณ์
กิริยามารยาทที่ดีช่วยให้สังคมดำเนินไปอย่างราบรื่น ดุจเดียวกับเครื่องจักรกลที่ต้องอาศัยน้ำมันหล่อลื่น หากสังคมใดขาดความมีกิริยามารยาทที่ดีเสียแล้ว จะมีแต่ความขัดข้อง ทะเลาะเบาะแว้ง บาดหมางใจกันไม่มีวันสิ้นสุด จิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดก็จะมีแต่ตกต่ำและเสื่อมทรามลง
สรุป
ผู้ที่จะบำเพ็ญตนให้สมบูรณ์เพียบพร้อมต้องใช้เวลาทั้งหมดที่มีในชีวิต และมีความมานะ พากเพียรอยู่ทุกลมหายใจ การบำเพ็ญธรรมเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ถ้าเรามุ่งมั่นฝ่าฟันไปจนบรรลุเป้าหมายก็นับว่าเป็นผลงานที่คุ้มค่าในชีวิต ชื่อว่า เกิดมาชาตินี้ไม่สูญเปล่า
ถึงแม้ว่าการแก้ไขพัฒนาตัวของเรายังไม่อาจเทียบได้กับพระอริยะเจ้าและสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งหลาย เราอาจยังมีบารมีไม่มากพอที่จะผลักดันชาวโลกทั้งมวลไปให้ถึงจุดหมายสูงสุดในเวลาเดียวกัน แต่สำหรับวิถีชีวิตที่เราดำเนินอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัว กับเพื่อนบ้าน มิตรสหาย กับคนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยเราสามารถอยู่กับเขาอย่างมีความหายและทรงคุณค่า ไม่มีใครบอกได้ว่า เราจะโน้มน้าวจิตใจและจูงมือคนรอบข้างให้ร่วมเดินไปสู่เป้าหมายสูงสุด ได้มากน้อยแค่ไหน?
โลกนี้จะน่าอยู่ยิ่งขึ้นเมื่อทุกคนหันมาปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายคือ ผู้ที่จะนำความสันติสุขและความปลอดภัยมาสู่ชนรุ่นหลังต่อไป
เพียรธรรมน้ำใจจริง ซาบซึ้งธรรมตระการ
ยกตนเหนือทั้งนั้น จะล้มพับด้วยมาร
หนุ่มสาวชราวัย ธรรมะมีเพียงทางหนึ่ง
เข้าชั้นฟังบรรยาย ธรรมะมีเพียงทางหนึ่ง
เพลง "เพียรธรรมน้ำใจจริง"
โอวาทพระอรหันต์จี้กง
"สัจจธรรมในตัวมนุษย์" คือ มโนธรรมสำนึก ทุกคนมีมโนธรรมสำนึกซึ่งแต่เดิมนั้นบริสุทธิ์ แต่เมื่อต้องผ่านการเวียนว่ายตายเกิดนับชาติไม่ถ้วน จิตใจจมปรักอยู่กับกิเลสตัณหา เราจึงเลอะเลือนชอบที่จะทำอะไรตามความพอใจ แปรปรวนไปตามอารมณ์อยาก ยากที่จะดำเนินชีวิตไปตามมโนะรรมดั้งเดิมที่ใสสะอาดบริสุทธิ์
การบำเพ็ญตนไม่ใช่การแสดงออกให้เห็นได้แต่ภายนอกเท่านั้น แต่จะต้องสอดคล้องกับมโนะรรมสำนึกภายในด้วย เรียกว่า "บำเพ็ญจากภายใน สู่ภายนอก" คือการกระทำและความคิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คิดดีได้ก็ทำดีได้ คิดอย่างไรก็ทำได้อย่างนั้น
หลักเกณฑ์พื้นฐาน คือ หลักปฏิบัติอันเป็นบรรทัดฐานให้เราก้าวสูงขึ้นไป เราทราบดีว่าในโรงเรียนเราต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่กำหนด เพื่อที่จะก้าวขึ้นชั้นสูงไปเรื่อยๆ สำหรับคนที่ทำงานแล้วเมื่อเจ้านายของเราต้องการเลื่อนตำแหน่งให้ใครสักคนหนึ่ง แน่นอนท่านย่อมต้องค้นหาคุณสมบัติที่ดี เช่น ความขยันขันแข็ง ความสามารถในการเป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ ฯลฯ
แล้วสำหรับ "การบำเพ็ญอนุตตรธรรม" ล่ะ! มีอะไรเป็นเกณฑ์พื้นฐาน? เราต้องรู้เสียก่อนว่าเราควรมีคุณสมบัติอะไรบ้างในการที่จะได้ชื่อว่าเป็น "ผู้บำเพ็ญธรรม"
สิ่งที่สำคัญที่สุดผู้บำเพ็ญธรรมต้องรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดขอการบำเพ็ญธรรม คือ "สำเร็จธรรม" สามารถหลุดพ้นกลับคืนสู่แดนนิพพาน และเพื่อที่จะสำเร็จธรรมสูงสุด "เราจะบำเพ็ญอย่างไร?"
.ในอดีต บรรดานักปราชญ์และอริยะทั้งหลายต้องสละความสุขทางโลกทุกอย่าง ตัดความผูกพันทั้งหมดเพื่ออกไปบำเพ็ญอย่างโดดเดี่ยวด้วยจิตใจที่แน่วแน่มั่นคง
มาถึงปัจจุบันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เวลาและภาวะการณ์ทำให้เราต้องบำเพ็ญธรรมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราเป็นอยู่นี้ให้ได้ โดยอาศัยพื้นฐานหลัก 4 ประการคือ
1. อุปนิสัยที่ดีงาม
2. ความดีและคุณธรรม
3. ความอดทน
4. จริยะธรรมหรือจรรยามารยาท
1. อุปนิสัย
หมายถึง แนาวทางความรู้สึกนึกคิดของบุคคลนั้น อุปนิสัยทำให้คนแต่ละคนมีคุณภาพแตกต่างกัน การกรทำและคำพูดที่คนเราแสดงออกในชีวิตประจำวันจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยของคนผู้นั้น การรู้นึกพัฒนาอุปนิสัยให้ดีงามเป้นสิ่งสำคัญยิ่งในการบำเพ็ญธรรม
ทำไมเราจึงต้องมีอุปนิสัยที่ดีงาม
- คุณค่าของสิ่งของต่างๆ ขึ้นอยู่กับคุณภาพ คุณภาพดีกว่าราคาก็ย่อมสูงกว่า เช่นเดียวกันคุณค่าของ "คน" ขึ้นอยู่กับความประพฤติของเขา คนที่มีอุปนิสัยดีความประพฤติของเขาก็จะดีตามอุปนิสัยที่ดีของเขาจะส่งผลให้ผู้คนรอบข้างยึดถือเป้นตัวอย่าง และแน่นอนเขาย่อมจะได้รับความเคารพนับถือและให้เกียรติจากคนทั้งหลาย
- พระอาจารย์ของเราก็ทรงหนักพระทัยกับคนประเภท "มือถือสาก ปากถือศีล" ดีแต่พูดแต่ทำไม่ได้บอกผู้อื่นทำแต่ตึวเองไม่เคยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผู้บำเพ็ญธรรมที่แท้จริงจะต้องมีรากฐานการดำเนินชีวิตตามเยี่ยงอย่างนักปราชญ์และอริยะทั้งหลาย มิใช่แค่ปฏิบัติตามพิธีกรรมในศาสนาเท่านั้น พระเยซูคริสต์ตรัสว่า
"...เหตุใดท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยุ่ในตาของท่านท่านกลับไม่รู้สึก หรือเหตุไฉนท่านจะว่าแก่พี่น้องว่า "ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของท่าน" แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง เจ้าคนหน้าซื่อใจคด จึงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของเจ้าก่อนแล้วเจ้าจะได้เห็นถนัด จึงจะเขี่ยผลออกจากตาพี่น้องของเจ้าได้...." (มัดธาย 7 3-5)
...อนุตตรธรรมอันเป็นสัจจธรรมที่ยิ่งใหญ่ล้ำค่า ไม่มีรูปร่างลักษณธ กายเผยแพร่สัจจธรรมนี้ขึ้นอยู่กับพวกเราทั้งหลาย ท่านธรรมอธิการหัน เปล่า เฉียน เหยิน ได้กล่าวไว้ว่า "ทุกคนเป็นตัวเแทนของธรรมะ เพราะฉะนั้นภาพพจน์ของเราที่ปรากฎต่อผู้คนทั้งหลายจะแสดงถึงคุณค่าของสัจจธรรมนี้"
...ในหนังสือชื่อ "การเรียนรู้อันยิ่งใหญ่" (The Great Learning) ระบุว่า"ครอบครัวจะราบรื่นถ้าคนในครอบครัวรู้จักบำเพ็ญธรรม เมื่อครอบครัวราบรื่นแล้ว บ้านเมืองก็จะปกครองไปด้วยดี ในที่สุดทั้งโลกก็จะพบกับความจริงรุ่งเรืองและสงบสุข ฉะนั้น การบำเพ็ญตัวเองจึงเป็นการสร้างฐานแห่งโลกพระศรีอารย์"
เราจะบำเพ็ญตนอย่างไรจึงจะมีอุปนิสัยที่ดีงาม ถูกต้องชอบธรรม
- ท่านขงจื้อกล่าวว่า "เมื่อเราเห็นคนที่มีคุณค่า เราควรคิดที่จะทำตนให้มีคุณค่าทัดเทียมเขา เมื่อเราเห็นคนที่ด้วยคุณค่า เราต้องย้อนสำรวจดูตัวเราเอง"
- ดังนั้นในการบำเพ็ญตัวเรา เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่จะต้องรู้จักเลือกสิ่งแวดล้อมและเพื่อนใกล้ชิด ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง เพราะทั้งสองอย่างมีอิทธิพลอย่างมากในการชักนำเราไปสู่ทางดีหรือเลว
- โดยปกติคนเราย่อมรู้เสมอว่า สิ่งไหนถูกต้องและควรทำ แต่เขามักไม่ทำในสิ่งที่ถูกเสมอไป เพราะความเย่อหยิงและอวดดียึดติดอยู่ในความคิดของเขาอย่างเหนียวแน่น เหมือนกับ แก้วที่บรรจุน้ำไว้จนเต็มปริ่มไม่สามารถจะเติมอะไรลงไปได้อีก มีแต่ล้นออกมาเสียหมด นอกจากเขาจะเอาน้ำนั้นออกไปเสียบ้าง เช่นเดียวกัน คนเราควรจะลดความเย่อหยิงอวดดีลงเสียบ้าง และพยายามรับฟังความเห็นของผู้อื่นเพื่อนำมาเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตนเอง
"คนที่คิดว่าตนเองรู้อะไรหมดทุกอย่างแล้ว เขายังจะสามารถเรียนรู้อะไรได้อีก?"
- คนทุกคนเกิดมาพร้อมกับความดีโดยธรรมชาติ ความดีและคุณธรรมติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดท่านเม่งจื้อได้กล่าวว่า
"อันการศึกษาวิทยาการนั้นไม่มีอะไรอื่น นอกจากเพื่อติดตามหาคุณสมบัติที่พรากหายไปจากจิตเดิมแท้ให้กลับคืนมาเท่านั้น" เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของการเรียนรู้ ก็คือ การค้นหาความดีในจิตซึ่งหลงขาดหายไป และนำกลับมาไว้ที่มันเคยอยู่ เราจึงจะมีคุณธรรมอีกครั้ง
- การบำเพ็ญ คือ ขั้นตอนการเรียนรู้ อันมีช่วงระยะใหญ่ๆ 5 ระยะดังนี้
ก. การศึกษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มเติมสติปัญญาทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้ ชัดเจนลึกซึ้งและกว้างไกลยิ่งขึ้น
ข. การถามอย่างมีไหวพริบ การถามคำถามเพื่อจะได้คำตอบที่ดีและถูกต้อง จะช่วยนำทางไปสู่เป้าหมายที่แท้จริง
ค. การคิดอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยการคิดทบทวนในสิ่งที่เราได้ศึกษา จะช่วยให้เราก้าวไปสู่ความเข้าใจที่สูงขึ้น ท่านขงจื้อกล่าวว่า "การเรียนโดยปราศจากการคิดไม่มีประโยชน์การคิดโดยปราศจากการเรียนรู้ก็เป็นอันตราย"
ง. การพิจารณาไตร่ตรองที่ดี เมื่อเรารู้จักพิจารณาก็จะสามารถทำให้เราแยกแยะความถูกออกจากความผิด
จ. การปฏิบัติอย่างจริงจัง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การรวมเอาความรู้เข้ากับการปฏิบัติให้ได้ ผู้ที่อ้างว่าตนรู้ดีในข้อคุณธรรมแต่ไม่ได้ปฏิบัติเลย ไม่ถือว่าเป็นผู้บำเพ็ญธรรม
ความรู้คือ รากฐานในการปฏิบัติ การปฏิบัติ คือ ความรู้ที่สมบูรณ์
2. ความดีและคุณธรรม
ความดี หมายถึง การสัมผัสถึง "ตัวจริงแท้" ที่อยู่ภายในตัวเรา และเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดบนเส้นทางที่มันพาไป
การทำดีตาม "คุณความดีภายใน" เรียกว่า "ทำดีโดยคุณธรรม"
ทำไมเราจึงต้องทำความดี?
ก็เพราะ
- เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเลื่อนขึ้นเป็น "พุทธะ" และ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์"
- เพื่อลดกรรมชั่วที่ได้สะสมไว้ในอดีต
- เพื่อฉุดช่วยบรรพบุรุษที่ต้องตนทุกข์ทรมานอยู่ในนรก ซึ่งเป้นการแสดงความกตัญญูต่อท่าน
เราจะทำความดีได้อย่างไร ?
การบำเพ็ญธรรม เป็นการซ่อมแซมปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่มีอยู่ในตัวเอง เช่น การขจัดนิสัยที่ไม่ดี ฝึกตนเป็นเป็นคนรอบคอบ ฯลฯ นอกเหนือจากนี้แล้วผู้บำเพ็ญธรรม ต้องมีจิตใจที่เสียสละเพื่อผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นดีขึ้น เป็นการสร้างบุญกุศลให้บริบูรณ์ครบถ้วน
การสร้างบุญกุศลแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
ก. สร้างบุญกุศลด้วยทรัพย์ เช่น
- บริจาคทรัพย์พิมพ์หนังสือธรรมะ
- ช่วยเหลือบำรุงธรรมสถาน
ข. สร้างบุญกุศลด้วยแรงกาย
- สละแรงกายช่วยเหลือภารกิจงานธรรมทุกอย่าง
- บำรุงรักษาสถานธรรมและสถานที่สาธารณะ
ค. สร้างบุญกุศล, ด้วย "ธรรมทาน"
- ให้กำลังใจและช่วยเหลือแก่ผู้ใฝ่หาวิถีธรรมให้เขาได้รู้หลักการบำเพ็ญอนุตตรธรรมที่ถูกต้อง
- ช่วยเกื้อหนุนเผยแพร่ "สัจจธรรม" ให้กว้างขวางกระจายไปทั่วทุกแห่งหน
เราจะบำเพ็ญตัวเราให้ดีพร้อมได้อย่างไร?
จากหนังสือ "การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่" เขียนไว้ว่า
"ก่อนที่เราสามารถพัฒนาอุปนิสัยให้ดีได้ ต้องหมั่นขจัดกิเลส พยายามเพิ่มเติมความรู้สร้างความมุ่งมั่นตั้งใจจริงและซื่อสัตย์ต่อความรู้ของตน"
- หมั่นขจัดกิเลส คือ ขจัดความเห็นแก่ตัวและสิ่งไม่ดีทั้งหลายรอบข้างตัวเรา ซึ่งจะบั่นทอนการบำเพ็ยธรรมของเรา
- เพิ่มเติมความรู้ เมื่อขจัดความเห็นแก่ตัวลงไปแล้ว การสำรวจตรวจสอบดูตัวเราก็จะแจ่มชัดยิ่งขึ้น แล้วพยายามฟื้นฟูมโนธรรมสำนึกที่ดีงามด้วยการเรียนรู้หลักศีลธรรมจริยธรรมเพิ่มเติมอยู่เสมอ จนกระทั่งจิตใจมีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน และจริงใจต่อทุกคน
- สร้างความมุ่งมั่นตั้งใจจริง
- ไม่หลอกลวงตัวเอง ท่านเมิ่งจื้อได้กล่าวว่า "ไม่มีความเพลิดเพลินใดสำหรับฉันยิ่งไปกว่า การสอบจนรู้ได้ว่า ฉันจริงใจต่อตัวฉันจริงๆ"
- ซื่อตรงต่อเจตนาและความรู้สึกของเรา "อย่างเสแสร้งในเมื่อใจบอกว่าชอบหรือไม่ชอบ" เมื่อจมูกเราสัมผัสกับกลิ่นเหม็นเราก็จะเบือนหน้าหนีทันที เมื่อเรามองเห็นสิ่งที่สวยงามตาก็จะสดุดหยุดมองดูทันที เราไม่ค่อยได้ยั้งคิดว่าการแสดงออกนั้นสมควรหรือไม่? เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถจะซ่อนความรู้สึกและอารมณ์ที่แท้จริงภายในไว้ได้
เราสามารถแสดงความรังเกียจทันทีที่เห็นความไม่ดีของคนอื่น แต่ก็แสดงความรักทันที ที่เห็นความดีของเขา
เพราะฉะนั้น การซื่อตรงต่อเจตนาและความรู้สึกของเรา ก็คือ การไม่แสดงออกและปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยถืออารณ์ชอบ - ไม่ชอบ ของตนเป็นใหญ่
เราต้องฝึกฝนตนเองให้แสดงความรู้สึกต่อผู้อื่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง ชอบธรรม ปราศจากอคติ
- ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตน
ท่านขงจื้อกล่าวว่า "รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านรู้ และรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ท่านไม่รู้ นั่นแหละ คือ "การรู้ที่แท้จริง"
คนเรามักจะหลอกลวงตัวเองและผู้อื่นเสมอเกี่ยวกับความรู้ ความสามารถของตน ผลก็คือเราจะไม่มีโอกาสปรับปรุงความรู้และความสามารถของเราให้ก้าวหน้าไปได้เลย เพราะเราเชื่อมั่นและหลงตัวเองจนเกินไป ดังนั้น การหลอกลวงตนเองจึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้
การแก้ไขปรับปรุงจิตใจ
ความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ที่ไม่ดี การหลอกลวงตัวเอง และกิเลสตัณหาล้วนเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจ เพราะฉะนั้นเราจะต้องแก้ไขปรับปรุงจิตใจโดยการสำรวจตรวจสอบและพัฒนาความคิดของเราให้ดีงามถูกต้องชอบธรรมอยู่เสมอ
- มีคำกล่าวว่า "ผู้บำเพ็ญธรรมต้องเฝ้าดูความคิดของตัวเองให้มาก ในยามที่อยู่ลำพังคนเดียว" เมื่อเรามีความจริงใจ และชำระจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์พอแล้ว เมื่อนั้นเราก็จะพบว่าตัวเรา และคุณธรรมดั้งเดิมภายในที่เบื้องบนประทานให้เป็นสิ่งเดียวกัน
- ความโกรธเกลียด ความหวาดกลัว ความทุกข์ระทมใจ ความลิงโลดใจ สนุกสนานจนเกินเหตุสามารถทำลายสติสัมปัชชัญญะและความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วของจิตใจเราได้ เราควรทำทุกอย่างด้วยความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อจะได้ไม่ถูกอารมณ์ต่างๆ เข้าครอบงำ แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเราจะแสดงออกอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ให้เราตระหนักเอาไว้ว่า ถ้าหากเราถูกเหตุการณ์ต่างๆ พาไป เราควรตั้งมั่นอยู่ในความสำรวมและมีสติ และแสดงออกอย่างถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์
- จิตใจที่ถูกครอบงำโดยกิเลสตัณหา ไม่สามารถมีความคิดที่ถูกต้อง และยุติธรรมคนที่มีจิตใจยังไม่ได้ฝึกฝนย่อมไม่สามารถหยั่งรู้ได้เลยว่าจะใช้คุณธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัได้อย่างไร?
3. ความอดทน
ด้วยความมีไตรีจิตปราศจากความขุ่นเคืองหรือรำคาญใจ เช่น สามารถยอมรับความเจ็บป่วย ทุกข์ยากลำบากโดยปราศจากการบ่น หรือหันเหออกไปจากวิถีทางของความถูกต้อง
"ความโกรธ คือ ลมที่พัดดวงประทีปในใจให้ดับวูบ"
(โรเบิรต์ อินเกอร์ซอล)
ความอดทนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
ประเภทแรก คือ อาศัยการอดกลั้น
ประเภทที่สอง คือ อาศัยการให้อภัย
ประเภท "อดทน" โดยอาศัยการอดกลั้น เราต้องบอกกับตัวเองเสมอว่า เป้าหมายของเราคือ "รู้จักอดกลั้น" และเราต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่เราได้ตั้งไว้ นั้นก็คือ เราจะต้องฝึกระงับใจในความอยากหรือไม่อยากของเรา เช่น อยากทำในสิ่งที่แม้จะรู้ว่ามันไม่ดี แรกๆ ที่หักห้ามระงับใจจะรู้สึกฝืนใจและใช้ความอดกลั้นมาก แต่พอทำได้บ่อยๆ ก็จะง่ายขึ้น และไม่อยากทำชั่วโดยไม่ฝืนความรู้สึก
การทำดีก็เช่นกัน บางคนอกาจมีความรู้สึกเหมือนตัวเองเสแสร้งแกล้งทำ แต่เมื่อใช้สติปัญญา ทำความเข้าใจในเหตุผลของการทำความดีแล้ว ก็จะทำได้โดยง่ายและรู้สึกเป็นธรรมชาติที่คิดทำแต่สิ่งที่ดี
- ถ้าหากเรายังไม่สามารถฝึกระงับใจตัวเอง และยังมีความอดกลั้นไม่ดีพอ เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงการประจัญหน้าอย่างจังกับบุคคลหรือเหตุการณืที่มากระทบทันที จนกว่าความโกรธ ความฉุนเฉียวจะจางลง แล้วจึงเผชิญหน้ากันอีกครั้งอย่าวสุภาพสุขุม ให้ความเคารพและยอมรับในความแตกต่างของสภาพจิตใจของกันและกัน
- แต่ความอดทนที่มีพื้นฐานจากการอดกลั้นเพียงอย่างเดียว นานๆ ไปอาจนำไปสู่ความเก็บกด อารมณ์โกรธ เคลียดแค้น ชิงชัง หวาดระแวง ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเชื้อของบาป ซึ่งจะทำลายจิตใจของเราในภายหน้า
ประเภทที่สอง "อดทน" โดยการให้อภัย
- การให้อภัยในความผิดที่ผู้ได้กระทำ คือ การบำเพ็ญ "คามอดทน" ที่แท้จริง ความอดทนประเภทนี้ไม่ใช่ การอดกลั้นที่เก็บกดความรู้สึก แต่เป็นการอดทนที่ประกอบไปด้วยความรัก ความเมตตา มีความยินดีห่วงใยผู้อื่น นี่คือ ความอดทนประเภทที่ผู้บำเพ็ญธรรมใช้ปฏิบัติ
- ในยามเจ็บไข้และทุกข์ยากลำบาก "ความอดทน" ช่วยให้เราบากบั่นที่จะก้าวไปข้างหน้า เพื่อบรรลุเป้าหมายในการบำเพ็ญธรรมให้ได้อย่างมีพลัง
- ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากจะถูกมองว่าเป็น ผลกรรมจากอดีต มารผจญ หรือการทดสอบของเบื้องบน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เราทุกคนต้องประสอบ เมื่อเป็นเช่นนั้น "ทำไมเราไม่เผชิญหน้ากับปัญหาที่ท้าทายเพื่อทำให้ชีวิตนี้มีความหมายและน่าสนใจยิ่งขึ้น"
- เมื่อเรารู้แล้วว่า การบำเพ็ญธรรมไม่ใช่เป็นประโยชน์แก่ตัวเราและคนรอบข้างเท่านั้น แต่บรรพบุรุษของเราที่ล่วงลับไปแล้วก็จะไปแล้วก็จะได้รับอานิสงส์จากการบำเพ็ญธรรมของเราด้วย เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะต้องบำเพ็ญธรรมด้วยน้ำตานองหน้า เผชิญความทุกข์ยากอุปสรรคต่างๆ ในเวลานี้แต่มันก็คุ้มค่าที่จะฟันฝ่าไปจนเสร็๋จ มิใช่หรือ?
4. จริยธรรมหรือจรรยามารยาท
จริยธรรมหรือจรรยามารยาท คือ การเรียนรู้ถึงมารยาทที่ดีงาม ระเบียบวินัยของการอยู่ร่วมกัน ระหว่างตัวเราต่อบุคคลอื่นและต่อสังคม ซึ่งควรแสดงอย่างถูกกาละเทศะ
การเรียนรู้กิริยามารยาทที่ถูกต้องดีงามอันเป็นคุณสมบัติของผู้ดี จะช่วยให้กาอยู่ร่วมกันในสังคมมีความเป็นระเบียบงดงาม
การปฏิบัติตนตามหลักจริยธรรมอันดีงาม มีผลอันยามไกลต่อการดำเนินชีวิตต่อไปภายหน้า
ถ้าทุกคนในสังคมต่างปฏิบัติต่อกันด้วยความนับถือและอ่อนน้อมต่อกันด้วยความจริงใจ สังคมนั้นก็จะน่าอยู่ราบรื่นและสงบสุข
หลักจริยธรรมที่เราใช้เป็นข้อคิดในการอยู่ร่วมกัน 4 ข้อ คือ
1. ไม่มองในสิ่งที่ไม่ควรมอง
2. ไม่ฟังในสิ่งที่ไม่ควรฟัง
3. ไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
4. ไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
คนเราได้ชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญในการทำเรื่องเลวร้าย ป่าเถื่อนทุกประเภท แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ชอบเผชิญหน้ากับความป่าเถื่อนเลวร้าย และพฤติกรรมที่ตนเองก่อไว้ทั้งหมด
จรรยามารมาทอันดีงามเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีชัย เหนือความป่าเถื่อนในตัวเอง การแสดงมารยาทที่อ่อนโยนนอบน้อมไม่ใช่หมายถึง ความอ่อนแอ ขี้ขลาด แต่เป็นสัญญลักษณ์ของคนที่มีสามัญสำนึกสมบูรณ์
กิริยามารยาทที่ดีช่วยให้สังคมดำเนินไปอย่างราบรื่น ดุจเดียวกับเครื่องจักรกลที่ต้องอาศัยน้ำมันหล่อลื่น หากสังคมใดขาดความมีกิริยามารยาทที่ดีเสียแล้ว จะมีแต่ความขัดข้อง ทะเลาะเบาะแว้ง บาดหมางใจกันไม่มีวันสิ้นสุด จิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดก็จะมีแต่ตกต่ำและเสื่อมทรามลง
สรุป
ผู้ที่จะบำเพ็ญตนให้สมบูรณ์เพียบพร้อมต้องใช้เวลาทั้งหมดที่มีในชีวิต และมีความมานะ พากเพียรอยู่ทุกลมหายใจ การบำเพ็ญธรรมเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ถ้าเรามุ่งมั่นฝ่าฟันไปจนบรรลุเป้าหมายก็นับว่าเป็นผลงานที่คุ้มค่าในชีวิต ชื่อว่า เกิดมาชาตินี้ไม่สูญเปล่า
ถึงแม้ว่าการแก้ไขพัฒนาตัวของเรายังไม่อาจเทียบได้กับพระอริยะเจ้าและสิ่งศักด์สิทธิ์ทั้งหลาย เราอาจยังมีบารมีไม่มากพอที่จะผลักดันชาวโลกทั้งมวลไปให้ถึงจุดหมายสูงสุดในเวลาเดียวกัน แต่สำหรับวิถีชีวิตที่เราดำเนินอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัว กับเพื่อนบ้าน มิตรสหาย กับคนที่เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยเราสามารถอยู่กับเขาอย่างมีความหายและทรงคุณค่า ไม่มีใครบอกได้ว่า เราจะโน้มน้าวจิตใจและจูงมือคนรอบข้างให้ร่วมเดินไปสู่เป้าหมายสูงสุด ได้มากน้อยแค่ไหน?
โลกนี้จะน่าอยู่ยิ่งขึ้นเมื่อทุกคนหันมาปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายคือ ผู้ที่จะนำความสันติสุขและความปลอดภัยมาสู่ชนรุ่นหลังต่อไป
Sunday
ประชุมธรรม ณ พุทธสถานไท่หัง วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551
ประทานไว้เนื่องในโอกาสประชุมธรรม 2 วัน ณ พุทธสถานไท่หัง (รามคำแหง 52/2) กรุงเทพมหานคร
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551
สาธุชนกราบขอประทานพระโอวาทชี้แนะ
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551
สาธุชนกราบขอประทานพระโอวาทชี้แนะ
| สงฆ์วิปลาสอนุเคราะห์ชาวโลก | เนื่องจิตใจชนวิโยคมิวิรชะ |
| ยังพเนจรลุ่มหลงโลกียะ | บัดนี้ธรรมวาระปรกเก็บญาณคืน |
| เราคือ | |
| สงฆ์จี้กงวิปลาส | รับบัญชาจาก |
| พระอนุตตรธรรมมารดา | ลงสู่พุทธสถาน น้อมกายเคียมคัล |
| องค์มารดาแล้ว | ถามศิษย์รักทุกคนสุขสบายดีไหม |
| จิตสงบตั้งใจฟัง | |
| ฮา ฮา |
บำเพ็ญธรรมคือบำเพ็ญจิต แน่นอนในจิตใจนั้นต้องเที่ยงตรง
บำเพ็ญธรรมคือฝึกฝนกล่อมเกลา แน่นอนในการปฏิบัติดำเนินนั้นต้องเที่ยงตรง
บำเพ็ญธรรมคืออาศัยธรรมะ แน่นอนในวาจานั้นต้องเที่ยงตรง
บำเพ็ญธรรมคือยึดถือหลักธรรม แน่นอนในความหมายนั้นต้องเที่ยงตรง
บำเพ็ญธรรมคือตั้งใจศรัทธาจริง แน่นอนในการแสดงออกนั้นต้องเที่ยงตรง
เพียงศิษย์รักบำเพ็ญใจเสมือนฟ้าดินที่มิเห็นแก่ตัว ปฏิบัติจริงชีวิตสามารถบรรลุธรรม ได้รับมรรคผลนั้นยิ่งใหญ่
เพียงศิษย์รักบำเพ็ญใจเสมือนตะวันจันทราที่มิเห็นแก่ตัว ปฏิบัติจริงชีวิตสามารถบรรลุธรรม ได้รับแสงญาณนั้นชัชวาลนิรันดร์
เพียงศิษย์รักบำเพ็ญใจเสมือนอริยชนที่มิเห็นแก่ตัว ปฏิบัติจริงชีวิตสามารถบรรลุธรรม ผ่านพ้นทุกข์นานัปการนั้นคนเหนือคน
เพียงศิษย์รักบำเพ็ญใจเสมือนอนุตตรธรรมที่มิเห็นแก่ตัว ปฏิบัติจริงชีวิตสามารถบรรลุธรรม เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตนั้นเหนือลิขิต
เข้าใจไหม
ศิษย์รักเอ๋ย...
ในการบำเพ็ญธรรมกาลยุคขาว มิได้อาศัยรูปลักษณ์มายึดติดเพื่อสู่การรู้แจ้งได้ แต่การอาศัยรูปลักษณ์เพื่อบำเพ็ญสลักเสลากายใจตน ให้บริสุทธิ์แท้ข้ามพ้นสู่ฝั่งนิพพาน ความจริงแล้วผู้รู้ตื่นในหนทางธรรมนำทางวิถีอันล้ำค่าฉุดช่วยเวไนยสัตว์ อย่างมุ่งมั่น กล้าหาญ บังเกิดจิตเมตตา เพื่อเวไนยสัตว์ได้หลุดพ้นทุกข์ทั้งปวง และหากรู้ว่า...ในโลกนี้ดั่งภาพลวงตา มิมีอะไรจีรังยั่งยืน จงปลดเปลื้องละวางในอัตตาทิฐิ หรือจิตใจที่กลัดกลุ้มขุ่นมัว จงรีบเร่งบำเพ็ญธรรมขัดเกลาจิตใจให้ใสสว่าง และยิ่งต้องเข้าถึงวิถีแห่งจิต ด้วยการย้อนมองส่องตน…
เข้าใจไหม
ศิษย์รักเอ๋ย...
ในหนทางการบำเพ็ญ ชีวิตเจ้าทั้งหลายล้วนต่างพบพานความสุข ความทุกข์ระคนกันไป ในการบุกเบิกเผยแผ่ธรรมะ และส่งเสริมทุกวัยชน เจ้านั้นตั้งใจ อาจารย์รู้เสมอ บางครั้งพบเจออุปสรรคขัดขวางในการบำเพ็ญ แต่ศิษย์รักยังสู้ฟันฝ่าบุกเบิกงานธรรมะได้กว้างขวาง ส่งเสริมคนได้รู้ตื่น และรู้จักชีวิตจิตเดิมแท้ ซึ่งมิใช่ธรรมดาเลย การเสียสละต่อผู้อื่นย่อมเป็นที่รัก และประจักษ์แห่งฟ้าดิน จงปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง ขอเพียงศิษย์มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อชนทั้งหลาย อาจารย์เชื่อว่าการบุกเบิกงานธรรมะย่อมเฟื่องฟู
เข้าใจไหม
ศึกษาธรรม…บำเพ็ญธรรม...ปฏิบัติธรรม...อรรถาธรรม ศิษย์จะต้องมิห่างจากหลักธรรม หลักจิต
ขออวยพรปีใหม่นี้...ให้ศิษย์รักทุกคนมีความผาสุกในชีวิต มีจิตศรัทธาแรกเริ่มมิเสื่อมคลาย ฉุดช่วยครอบครัวและเวไนยทั้งหลาย ขอให้ศิษย์ตั้งใจให้ดี แม้ทุกเรื่องราวทุกปัญหา หรือการฉุดช่วยเวไนยพ้นทุกข์ เจ้าจะยิ่งแข็งแกร่ง ลุกขึ้นมามิท้อแท้ หรือถดถอย
ศิษย์รัก...จงชูมือขึ้นมาทั้งสองข้าง กำมือให้แน่น แล้วกล่าวคำว่า “แน่นอนเราจะต้องสำเร็จ...แน่นอนเราจะต้องสำเร็จ...แน่นอนเราจะต้องสำเร็จ” ในการบำเพ็ญธรรม ในการศึกษาธรรม ในการปฏิบัติธรรม ในการอรรถาธรรม ได้บรรลุสู่จุดหมายกันทุกคน
ไม่ว่าศิษย์จะอยู่ที่ไหน ในหนทางใด คำกล่าวว่า “แน่นอนเราจะต้องสำเร็จ” ใช้ได้ทุกขณะเวลา เพื่อปลุกพลังจิตใจของศิษย์รัก เพื่อให้ก้าวสู่มวลชน ร่วมใจร่วมคุณธรรม สามัคคีกล่อมเกลา
เข้าใจไหม
ก่อนจะอำลาศิษย์รักไป... ขอ ฝากความรักห่วงใย มิเคยแปรเปลี่ยน คอยเคียงข้าง ช่วยหนุนนำผลักดัน ให้ทุกคนได้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้กระทำ ...จงก้าวเดินอย่างพุทธะเดินดิน ฉุดช่วยเวไนยสัตว์จนวันชีพมลาย...ขอจงตั้งใจ
กราบลา
ฮา ฮา ถอย
Friday
ขั้นตอนการบำเพ็ญ
ธรรมะคืออะไร ? ธรรมะคือหนทาง หนทางแห่งการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หลังจากที่เราได้รับธรรมะแล้ว นั่นคือการได้รับรู้หนทาง แต่เพียงแค่การได้รับรู้หนทางจะช่วยให้เราหลุดพ้นได้หรือไม่ ? ดังนั้น หลังจากรับธรรมะแล้วยังจะต้องเพิ่มในการบำเพ็ญปฏิบัติ ด้วยมหาธรรมนี้เป็นสิ่งที่สูงส่งสูงสุด ครั้งแรกที่มีการอบรมธรรมะในประเทศไทย พระอาจารย์จี้กงประทับญาณร่างสามคุณชาวไต้หวัน ประทานพระโอวาทซ้อนโอวาทคำว่า “อนุตตรธรรม” ซึ่งตรงกับภาษาจีนที่ว่า “天道” อนุตตรธรรมแปลว่าอะไร ? อนุตตรคือความสูงส่ง สูงสุด ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน ธรรมคือธรรมะ คือสิ่งที่ดำรงอยู่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง อนุตตรธรรม จึงหมายถึงธรรมะอันสูงส่งสูงสุด ที่ดำรงไว้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ที่แยบยลไปกว่านั้นก็คือ คำว่าอนุตตรนี้สามารถเขียนได้ 2 แบบ คือ อนุตร กับ อนุตตร ที่มี ต ตัวเดียวเป็นการเขียนแบบภาษาบาลี ส่วนที่มี ต สองตัวนั้นเป็นการเขียนแบบสันสกฤต เหตุใดพระอาจารย์จี้กงจึงให้โอวาทคำว่าเทียนเต้านี้เป็นภาษาสันสกฤต เพราะในครั้งที่พระองค์บำเพ็ญในอวตารภาคของพระอรหันต์จี้กงในสมัยราชวงศ์ ซ้องนั้น ทรงบวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แต่ทางจีนซึ่งเป็นพุทธแบบมหายานนั้น ใช้ภาษาสันสกฤต ด้วยเหตุนี้ในครั้งที่พระองค์ทรงประทับญาณครั้งแรกในเมืองไทย เพื่อยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นพระพุทธเดินดินจี้กงจริง จึงให้โอวาทซ้อนเป็นภาษาสันสกฤต โดยที่ร่างนั้นไม่รู้ภาษาไทยเลย แล้วนับประสาอะไรกับภาษาสันสกฤต นี่จึงเป็นความแยบยลของธรรมะที่เราได้รับ เป็นการยืนยันว่า ธรรมะที่เราได้รับและบำเพ็ญกันอยู่นี้ เป็นธรรมะจริงมีพระโองการสวรรค์จริง มีพงศาธรรมจริง
จากรับธรรมถึงการสำเร็จธรรมนั้น มีลำดับหรือขั้นตอนที่เราจะต้องผ่าน ซึ่งไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง เพราะหากไม่ผ่านขั้นตอนเหล่านี้ก็ยากที่จะสำเร็จธรรมได้ ขั้นตอนที่ว่านั้นก็คือ ศึกษาธรรม บำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรม ซึ่งก็คือเนื้อหาสาระที่เราจะร่วมกันวิเคราะห์ศึกษากันในวันนี้
ขั้นตอนการบำเพ็ญนั้นมีลำดับที่แน่นอน หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า บันใดแห่งการบรรลุสู่พระพุทธะ ขั้นตอนที่ว่าก็คือ รับธรรมะ ศึกษาธรรม บำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรม สำเร็จธรรม 5 ขั้นด้วยกัน เรามาศึกษากันในหัวข้อที่หนึ่ง
1. รับธรรม
รับธรรมคืออะไร ? รับธรรมก็คือการรับรู้หนทาง รับรู้ที่สถิตจิตญาณ รู้ทางมาทางไปของตนเอง คือจุดที่อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมชี้ชัดลงไปที่ใบหน้าของเรา พิธีนั้นเรียกว่าพิธีรับธรรม
ทำไมเราต้องรับธรรม ? ในเมื่อจิตญาณก็คงอยู่ในตัวของเราอยู่แล้ว! จะบอกว่ารับก็ไม่ถูก ที่จริงคือการมาฟื้นฟูสิ่งที่เรามีอยู่แต่ไม่รู้ว่ามีมากกว่า ถามทุกท่านว่า ทุกท่านรู้หรือไม่ว่าในตัวของเรามีจิตวิญญาณสถิตอยู่ ? รู้! แต่รู้หรือไม่ว่าอยู่ตรงไหน ? ไม่รู้! ด้วยเหตุที่ไม่รู้เราจึงต้องรับธรรม ดังนั้น ถ้าถามว่าทำไมต้องรับธรรม ก็พอที่จะอธิบายได้อย่างนี้ว่า
ก. เพราะหลงลืมหน้าที่
ที่มนุษย์มีเภทภัยความทุกข์ความกลัดกลุ้ม ก็เพราะมีกายสังขาร การที่วุ่นวายอยู่กับการเสาะหาความสุขทางกาย จึงก่อให้เกิดจิตฟุ้งเฟ้อ จิตคิดเล็กคิดน้อย จิตอาฆาตพยาบาท สิ่งเหล่านี้คือพิษภัยที่ฝังอยู่ในกายในจิตเรา
ด้วยเหตุแห่งอวิชชาความมืดบอดเหล่านี้ ทำให้จิตญาณมัวหมอง ก่อบาปสร้างเวรโดยไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นที่มาของการเวียนว่ายที่ไร้ขอบเขต สาเหตุก็เพราะเราหลงลืมรากฐานเดิมแท้แห่งตนนั่นเอง ดังประโยคแรกของคัมภีร์ซันจื้อจิงได้กล่าวไว้ว่า “เหรินจือชู ซิ่งเปิ่นซั่น : จิตมนุษย์แรกเริ่มนั้นดีงาม” เมื่อ มัวเมาอยู่กับการแสวงหาวัตถุชื่อเสียงมาปรนเปรอกายเนื้อ ยิ่งมาธรรมะก็ยิ่งห่างจากตัวเรา ทั้ง ๆ ที่จิตของเรามาจากฟ้าเบื้องบน ดังคัมภีร์ทางสายกลาง (จงยง) ได้กล่าวไว้ว่า “เทียนมิ่งจือเว้ยซิ่ง : สิ่งที่ฟ้าประทานให้เรียกว่าธรรมญาณ” ดังนั้น หน้าที่ของมนุษย์ผู้มีใจสูงนั้นก็คือการทำความดี อย่าได้เอาแต่เสพสุขอยู่ในวัตถุชื่อเสียง เพราะสิ่งเหล่านี้ สุดท้ายก็เอาติดตัวไปไม่ได้
ข. เพื่อแสวงหารากฐานของชีวิต
สรรพสิ่งล้วนมีที่มาที่ไป มนุษย์ก็มีที่มา แล้วที่มาของชีวิตอยู่ที่ไหน ? การที่เราทุกคนทุ่มสุดชีวิตเพื่อแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของชีวิตใช่หรือไม่ ? แต่การรับธรรมะในวันนี้ คือการมารับรู้ที่มาของจิต ว่าจิตสถิตอยู่ตรงไหนในร่างกายเรา และสุดท้ายเราจะกลับคืนสู่ที่ใด! ได้รู้ต้นธาตุต้นธรรมแห่งตน
ค. เพื่อค้นหานายของชีวิต
เพราะเราหลงลืมหน้าที่ เราไม่รู้รากฐานของชีวิต เราจึงไม่สามารถเป็นนายของชีวิตเราได้ วันนี้อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมได้ชี้ตรงลงจิตให้เราได้พบจิตธรรมแห่งตน จากนี้จงใช้จิตแห่งธรรมนี้ควบคุมจิตอันตราย เช่นนี้จึงเป็นได้ดั่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมเราจึงต้องรับธรรม !
2.ศึกษาธรรม
การ ศึกษาธรรมก็คือการทำความเข้าใจว่า หลังจากที่เราได้รับธรรมะแล้ว ธรรมะคืออะไร? มีความสูงส่งแยบยลอย่างไร? เมื่อเข้าใจในคุณวิเศษของธรรมะแล้ว เราอยากบำเพ็ญปฏิบัติเราจะเริ่มต้นจากตรงไหน? มีวิธีใดบ้างที่เราควรที่จะทำความเข้าใจ เรียนรู้ ศึกษา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหากเราจะบำเพ็ญและปฏิบัติธรรม
ก. จุดหมายของการศึกษาธรรมะ
1. เพื่อความกระจ่างต่อหลักสัจธรรม
2. เพื่อเป็นแนวทางในการบำเพ็ญปฏิบัติ
3. เพื่อทัศนะธรรมที่ถูกต้องและเที่ยงตรง
ข. วิธีการศึกษาธรรมะ
1. เข้าร่วมชั้นศึกษาธรรมต่างของอาณาจักรธรรม
2. ใกล้ชิดนักธรรมอาวุโสผู้มีคุณธรรม “นกบินตามหงส์บินได้ไกล คนใกล้ชิดอริยะเจ้าคุณธรรมจะ สูงส่ง”
3. แลกเปลี่ยนวิเคราะห์ร่วมกันกับเพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญ
4. ศึกษาจากสื่อธรรมะ เช่น หนังสือธรรมะ เทปธรรมะ ซีดีธรรมะ ฯลฯ
5. จากประสบการณ์การบำเพ็ญของตน
จากรับธรรมถึงการสำเร็จธรรมนั้น มีลำดับหรือขั้นตอนที่เราจะต้องผ่าน ซึ่งไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง เพราะหากไม่ผ่านขั้นตอนเหล่านี้ก็ยากที่จะสำเร็จธรรมได้ ขั้นตอนที่ว่านั้นก็คือ ศึกษาธรรม บำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรม ซึ่งก็คือเนื้อหาสาระที่เราจะร่วมกันวิเคราะห์ศึกษากันในวันนี้
ขั้นตอนการบำเพ็ญนั้นมีลำดับที่แน่นอน หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า บันใดแห่งการบรรลุสู่พระพุทธะ ขั้นตอนที่ว่าก็คือ รับธรรมะ ศึกษาธรรม บำเพ็ญธรรม ปฏิบัติธรรม สำเร็จธรรม 5 ขั้นด้วยกัน เรามาศึกษากันในหัวข้อที่หนึ่ง
1. รับธรรม
รับธรรมคืออะไร ? รับธรรมก็คือการรับรู้หนทาง รับรู้ที่สถิตจิตญาณ รู้ทางมาทางไปของตนเอง คือจุดที่อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมชี้ชัดลงไปที่ใบหน้าของเรา พิธีนั้นเรียกว่าพิธีรับธรรม
ทำไมเราต้องรับธรรม ? ในเมื่อจิตญาณก็คงอยู่ในตัวของเราอยู่แล้ว! จะบอกว่ารับก็ไม่ถูก ที่จริงคือการมาฟื้นฟูสิ่งที่เรามีอยู่แต่ไม่รู้ว่ามีมากกว่า ถามทุกท่านว่า ทุกท่านรู้หรือไม่ว่าในตัวของเรามีจิตวิญญาณสถิตอยู่ ? รู้! แต่รู้หรือไม่ว่าอยู่ตรงไหน ? ไม่รู้! ด้วยเหตุที่ไม่รู้เราจึงต้องรับธรรม ดังนั้น ถ้าถามว่าทำไมต้องรับธรรม ก็พอที่จะอธิบายได้อย่างนี้ว่า
ก. เพราะหลงลืมหน้าที่
ที่มนุษย์มีเภทภัยความทุกข์ความกลัดกลุ้ม ก็เพราะมีกายสังขาร การที่วุ่นวายอยู่กับการเสาะหาความสุขทางกาย จึงก่อให้เกิดจิตฟุ้งเฟ้อ จิตคิดเล็กคิดน้อย จิตอาฆาตพยาบาท สิ่งเหล่านี้คือพิษภัยที่ฝังอยู่ในกายในจิตเรา
ด้วยเหตุแห่งอวิชชาความมืดบอดเหล่านี้ ทำให้จิตญาณมัวหมอง ก่อบาปสร้างเวรโดยไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นที่มาของการเวียนว่ายที่ไร้ขอบเขต สาเหตุก็เพราะเราหลงลืมรากฐานเดิมแท้แห่งตนนั่นเอง ดังประโยคแรกของคัมภีร์ซันจื้อจิงได้กล่าวไว้ว่า “เหรินจือชู ซิ่งเปิ่นซั่น : จิตมนุษย์แรกเริ่มนั้นดีงาม” เมื่อ มัวเมาอยู่กับการแสวงหาวัตถุชื่อเสียงมาปรนเปรอกายเนื้อ ยิ่งมาธรรมะก็ยิ่งห่างจากตัวเรา ทั้ง ๆ ที่จิตของเรามาจากฟ้าเบื้องบน ดังคัมภีร์ทางสายกลาง (จงยง) ได้กล่าวไว้ว่า “เทียนมิ่งจือเว้ยซิ่ง : สิ่งที่ฟ้าประทานให้เรียกว่าธรรมญาณ” ดังนั้น หน้าที่ของมนุษย์ผู้มีใจสูงนั้นก็คือการทำความดี อย่าได้เอาแต่เสพสุขอยู่ในวัตถุชื่อเสียง เพราะสิ่งเหล่านี้ สุดท้ายก็เอาติดตัวไปไม่ได้
ข. เพื่อแสวงหารากฐานของชีวิต
สรรพสิ่งล้วนมีที่มาที่ไป มนุษย์ก็มีที่มา แล้วที่มาของชีวิตอยู่ที่ไหน ? การที่เราทุกคนทุ่มสุดชีวิตเพื่อแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของชีวิตใช่หรือไม่ ? แต่การรับธรรมะในวันนี้ คือการมารับรู้ที่มาของจิต ว่าจิตสถิตอยู่ตรงไหนในร่างกายเรา และสุดท้ายเราจะกลับคืนสู่ที่ใด! ได้รู้ต้นธาตุต้นธรรมแห่งตน
ค. เพื่อค้นหานายของชีวิต
เพราะเราหลงลืมหน้าที่ เราไม่รู้รากฐานของชีวิต เราจึงไม่สามารถเป็นนายของชีวิตเราได้ วันนี้อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมได้ชี้ตรงลงจิตให้เราได้พบจิตธรรมแห่งตน จากนี้จงใช้จิตแห่งธรรมนี้ควบคุมจิตอันตราย เช่นนี้จึงเป็นได้ดั่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว”
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไมเราจึงต้องรับธรรม !
2.ศึกษาธรรม
การ ศึกษาธรรมก็คือการทำความเข้าใจว่า หลังจากที่เราได้รับธรรมะแล้ว ธรรมะคืออะไร? มีความสูงส่งแยบยลอย่างไร? เมื่อเข้าใจในคุณวิเศษของธรรมะแล้ว เราอยากบำเพ็ญปฏิบัติเราจะเริ่มต้นจากตรงไหน? มีวิธีใดบ้างที่เราควรที่จะทำความเข้าใจ เรียนรู้ ศึกษา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงหากเราจะบำเพ็ญและปฏิบัติธรรม
ก. จุดหมายของการศึกษาธรรมะ
1. เพื่อความกระจ่างต่อหลักสัจธรรม
2. เพื่อเป็นแนวทางในการบำเพ็ญปฏิบัติ
3. เพื่อทัศนะธรรมที่ถูกต้องและเที่ยงตรง
ข. วิธีการศึกษาธรรมะ
1. เข้าร่วมชั้นศึกษาธรรมต่างของอาณาจักรธรรม
2. ใกล้ชิดนักธรรมอาวุโสผู้มีคุณธรรม “นกบินตามหงส์บินได้ไกล คนใกล้ชิดอริยะเจ้าคุณธรรมจะ สูงส่ง”
3. แลกเปลี่ยนวิเคราะห์ร่วมกันกับเพื่อนผู้ร่วมบำเพ็ญ
4. ศึกษาจากสื่อธรรมะ เช่น หนังสือธรรมะ เทปธรรมะ ซีดีธรรมะ ฯลฯ
5. จากประสบการณ์การบำเพ็ญของตน
3. จะสร้างบุญกำหนดคุณธรรมได้อย่างไร ?
คำ โบราณจีนกล่าวว่า “ในโลกนี้ไม่มีพระอริยะองค์ใดที่ไม่ซื่อสัตย์กตัญญู บนสวรรก็ปราศจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้บุญกุศล” หากบุญบารมีมาก ย่อมสลายหนี้เวรกรรม รอดพ้นจากมหันตภัย มรรคผลสูงส่ง ดังนั้น นอกจากจะบำเพ็ญ
อริย ภาพภายในอันหมายถึงคุณธรรมภายในให้ดีเยี่ยมแล้ว ยังต้องเพิ่มในการสร้างกุศลกรรมภายนอกที่เรียกว่ายังประโยชน์ให้แก่ชาวโลก อีกด้วย การสร้างบุญบารมีไม่ใช่เรื่องยาก ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างแบบพอสังเขปดังนี้
3.1 ช่วยหนุนนำงานของสถานธรรม
สถาน ธรรมคือสถานที่ฝึกฝนเรียนรู้ธรรมของเวไนย จึงต้องมีบุคลากรเข้ามาช่วยกันปกป้อง ซึ่งให้เป็นไปตามกำลังก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดสถานที่ โต๊ะพระ ดูแลต้อนรับญาติธรรม จัดเตรียมอาหารเครื่องดื่ม งานในส่วนของเอกสาร การจราจร เหล่านี้คือการสนับสนุนการเผยแผ่ประกาศธรรม บุญกุศลประมาณไม่ได้
3.2 ฉุดช่วยญาติมิตร
ใน พุทธคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า “ฉุดช่วยคนหนึ่งชีวิต บุญสูงกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น” การที่เรานำพาคนให้มารับธรรมะได้นั้น ไม่เพียงแค่ฉุดช่วยกายสังขารของเขาเท่านั้น ส่วนที่สำคัญก็คือการได้ฉุดช่วยให้จิตญาณของเขาหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตาย เกิด พ้นจากมหันตภัย รวมทั้งบรรพชนลูกหลานของเขายังได้พึ่งใบบุญ ดังนั้น บุญกุศลที่เกิดขึ้นจากการนำพาคนมารับธรรมะ จึงเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ หากทุกท่านรู้ถึงความสูงส่งล้ำค่าในการฉุดช่วยคนแล้ว ก็จงอย่าได้ลืมที่จะฉุดช่วยนำพาคนรอบข้างให้ได้มารับธรรม
3.3 ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะ
การ สนับสนุนทุนร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะ เป็นส่วนหนึ่งของการประกาศเผยแผ่หลักสัจธรรม เพราะหนังสือธรรมะสามารถเสริมสร้างจิตศรัทธา เป็นแนวทางให้คนอ่านได้รับรู้หนทางแห่งการพ้นทุกข์ การบำเพ็ญปฏิบัติ ช่วยเสริมสร้างสังคมให้เกิดคนดี ดังนั้น
จึงเป็นบุญใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า “ชาติหนึ่งเตือนผู้คนด้วยวาจา ร้อยชาติไว้ตำราเตือนผู้คน”
3.4 ร่วมสนับสนุนงานสังคมสงเคราะห์
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม นอกจากหนุนนำงานแห่งพระพุทธะแล้ว ยังต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยสังคม จึงต้องคอยสนับสนุนตามกำลังความสามารถ
สรุป
“สกุณาจากรังยังรู้คืนคอน ดอกไม้เหี่ยวเฉายังมีวันฟื้น”
ท่าน ทั้งหลาย เหตุใดกาลเวลาเมื่อผ่านพ้นไปแล้ว จึงกลับคืนมาไม่ได้ เช่นเดียวกับชีวิตคนเรา ไม่อาจย้อนคืนกลับไปสู่อดีตได้ ชีวิตคนเราหมดไปพร้อมกับเวลาที่หมดไปเช่นกัน นักธรรมอาวุโสทั้งหลาย ในขณะที่ทุกท่านกำลังคิดถึงกิจงานการค้าขาย เรื่องปากเรื่องท้องนั้น อย่าได้ลืมที่จะเตรียมเสบียงไว้ให้กับจิตญาณบ้าง อย่ารอจนถึงวันที่จะกล่าวคำอำลาจากโลก ถึงมารู้สึกตัวว่าสิ่งที่เราแสวงหามาทั้งชีวิตสุดท้ายคือความว่างเปล่า ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะสายเกินไป นักธรรมอาวุโสทุกท่าน จงถนอมบุญที่มีโอกาสได้รับธรรม และขออวยพรให้ทุกท่านมีวาสนาสำเร็จธรรมได้ในอนาคต
3.บำเพ็ญธรรม
จิต ธรรมญาณอันบริสุทธิ์ หลังจากตกลงสู่โลก ก็แปดเปื้อนด้วยละอองโลกีย์ ไม่ว่าจะหลงอยู่ในวัตถุชื่อเสียงอันจอมปลอม จากสภาพแวดล้อมบีบคั้น ได้ลืมโฉมหน้าเดิมแท้แห่งตน ลืมหนทางกลับบ้านเดิม หลังจากได้รับการเบิกญาณทวาร หนึ่งจุดชี้ธรรมแล้ว แม้จะรู้หนทางแห่งการกลับคืนบ้านเดิม แต่ด้วยสิ่งสกปรกที่ติดอยู่มากมายเกินไป จึงทำให้กลับคืนเบื้องบนไม่ได้ จึงต้องอาศัยการบำเพ็ญ คือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้ธรรมญาณนั้นกลมใสสมบูรณ์ดังเดิม เช่นนี้จึงมีคุณสมบัติกลับคืนได้ ดังคัมภีร์อมตะพุทธะจี้กง (濟公活佛救世真經) ได้กล่าวเอาไว้ว่า"古今誰無錯 過勿憚改入善科 科程過後苦海逃" (กู่จินเสยอู๋ชั่ว ชั่วอู้ตั้นไก่รู้ซั่นเคอ เคอเฉิงกั้วโฮ่วขู๋ไห่เถา) : จากอดีตจวบปัจจุบันใครเล่าไร้ความผิดบาป ผิดแล้วจงแก้ไขเข้าสู่กระบวนการแห่งความดีงาม เมื่อผ่านกระบวนการจึงล่วงพ้นทะเลทุกข์” อีกนัยหนึ่งก็คือการบำเพ็ญอริยภาพภายใน
พระอาจารย์ชายตรัสไว้ว่า
“ไม่กระจ่างในพระโองการแห่งอาจารย์ ปฏิบัติธรรมไปก็ไร้ประโยชน์
ไม่บ่มเพาะคุณธรรมภายใน สร้างบุญไปก็ไร้ประโยชน์
ไม่กระจ่างในจิตญาณตน นั่งฌานไปก็ไร้ประโยชน์”
ดังนั้น การบำเพ็ญจึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างบุญภายนอกเท่านั้น การบ่มเพาะคุณธรรมภายในก็ต้องสั่งสมด้วยเช่นกัน
ก. จุดหมายของการบำเพ็ญ
1. แจ้งจิตกระจ่างธรรมญาณ คืนสู่รากฐานที่มา
2. บ่มเพาะคุณธรรม กำหนดตนเป็นแบบอย่างงดงาม
3. บริสุทธิ์ในกรรมทั้งสาม ไม่ก่อบาปสร้างเวร (กรรมสาม คือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม)
4. ธรรมะอยู่ในตน สร้างตนแล้วสร้างคน
ข. วิธีการบำเพ็ญ
1. ใช้ใจธรรมนำใจอันตราย (ใจคน และ ใจเลือดใจเนื้อ)
2. หมั่นย้อนมองส่องตน หมั่นพิจารณาตนเอง ว่ามีความผิดบาปทางกาย วาจา ใจหรือไม่ หากมีให้ลงมือแก้ไข มิให้ผิดซ้ำสอง
3. ชำระล้างจิตใจไม่ให้วิตกมัวหมอง ขจัดจิตโลภ เพ้อฝัน ตัณหา ความอยาก
4. สำรวมรักษาคุณธรรมความดีงาม
5. สำนึกขอขมา กราบพระโปรดนิรโทษกรรม
ขั้นตอนการบำเพ็ญ 修道的步驟 NO.4
4.ปฏิบัติธรรม
ใน คัมภีร์วิสุทธิสูตร (ชิงจิ้งจิง) ได้บันทึกไว้ว่า “แม้ชื่อว่าได้รับธรรม แท้จริงมิได้รับ หากกล่อมเกลาเวไนย จึงกล่าวว่าได้รับ” แม้ว่าเราทุกคนจะได้รับธรรมะแล้ว แต่แท้ที่จริงแล้วจะว่าได้รับก็ไม่ถูก เพราะจิตญาณเดิมทีเราทุกคนต่างก็มีอยู่ แท้จริงแล้วคือการฟื้นฟูดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น หลังจากที่ได้รับธรรมะแล้ว นอกจากการบำเพ็ญบ่มเพาะคุณธรรมภายในแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การฉุดช่วยกล่อมเกลาเวไนย เช่นนี้จึงเรียกได้ว่าได้รับธรรมอย่างแท้จริง การฉุดช่วยกล่อมเกลาเวไนย ก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง
ดังคำกล่าว ที่ว่า“ในโลกนี้ไม่มีพระอริยะท่านใดที่ไม่ซื่อสัตย์กตัญญู บนสวรรค์ก็ปราศจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้บุญกุศล” อีกประโยคกล่าวว่า “มีบุญแต่ไร้กุศลจะกลายเป็นมาร มีกุศลแต่ไร้บุญยากสำเร็จธรรม”
ก.จุดหมายของการปฏิบัติธรรม
1.เพื่อทดแทนพระคุณฟ้าบารมีอาจารย์
2.สืบสานปณิธานของพระบรรพจารย์ในการโปรดสามโลก
3.แบกรับอริยกิจ บรรลุภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์
4.ตั้งปณิธานชำระปณิธาน ปณิธานชำระกลับคืนสู่บ้านเดิม
5.ชดใช้หนี้บาป ชำระเวรกรรม
6.กอบกู้ภัยพิบัติ เพื่อโลกสันติสุข
ข.วิธีการปฏิบัติธรรม
1.บุกเบิกเผยแผ่ธรรมะ นั่นคือการฉุดช่วยให้คนบุญได้รับธรรม
2.สละทานทั้งสาม ทรัพย์เป็นทาน วิทยาธรรมเป็นทาน แรงกายเป็นทาน
3.สืบสานชีพจรธรรม บ่มเพาะบุคลากรให้เกิดขึ้นในอาณาจักรธรรม
4.กล้าหาญชาญชัย ต้องมีจิตไม่กลัวในสามเรื่องดังต่อไปนี้
ก.ไม่กลัวความทุกข์
ข.ไม่กลัวความยากลำบาก
ค.ไม่กลัวคำติฉินนินทา
5.อุทิศกายถวายชีวิต แม้พลีชีพก็ยินยอม
Subscribe to:
Posts (Atom)
