Showing posts with label เที่ยงตรง. Show all posts
Showing posts with label เที่ยงตรง. Show all posts

Tuesday

ประชุมธรรม 2 วัน ณ ไท่ซิว จ.กรุงเทพฯ วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2551

พระโอวาทพระอาจารย์จี้กง
ประทานไว้เนื่องในโอกาสประชุมธรรม 2 วัน ณ ไท่ซิว จ.กรุงเทพฯ
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2551
สาธุชนกราบขอประทานพระโอวาทชี้แนะ
ใจเที่ยงตรงนั้นสามารถศึกษาธรรม
เพิ่มพูนปัญญาธรรมทั้งนอกในเป็นหนึ่งเดียวหล่อเลี้ยงจิตญาณ
กายเที่ยงตรงนั้นสามารถบำเพ็ญธรรม
ขจัดทิฐิกล่อมเกลาใจกลมกลืนบริสุทธิ์
วาจาเที่ยงตรงนั้นสามารถอรรถาธรรม
เบิกทางพุทธะให้เวไนยกระจ่างแจ้งเข้าถึงหลักจิต
ดำเนินเที่ยงตรงนั้นสามารถปฏิบัติธรรม
สืบสานอริยกิจด้วยมหาปณิธานที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันไม่เสื่อมคลาย

เราคือ
สงฆ์จี้กงวิปลาส รับบัญชาจาก
พระอนุตตรธรรมมารดา ลงสู่พุทธสถาน น้อมกายเคียมคัล
องค์ชคัตตรยาพดง ถามศิษย์รักทุกคน สุขสบายดีไหม
น้อมจิตสงบตั้งใจฟัง
ฮา ฮา



(ช.)กิเลสระคนที่แผ้วพาน เจ้ายากแท้จะฝืนทวนกายใจ พายุหนี้กรรมโถมตามกรายกล้ำจิตใจให้ขุ่น กล่อมเกลาผู้คนกล้าหาญมุ่งมั่นตนเถิด (ญ.)โลกีย์เสมือนเตาหลอมใจ หลอมให้เห็นซึ่งญาณเดิมล้ำค่า หยั่งรู้จิตรักเมตตา ธรรมะศิษย์ก้าวเด็ดเดี่ยว ปาดทิ้งน้ำตา รักษาจิตฟ้าเดิม
*ศิษย์บำเพ็ญทวนกระแส บางครั้งพ่ายแพ้กิเลส มืดมิดทางก้าวไป หยุดใจไม่ฝ่าฟันหรือ
**(คู่ )คำนึงถึงเจ้ายังเดียงสา แต่ศิษย์ข้าพุทธามุ่งมั่น เฝ้ามองจันทร์ เรียกคนดีคืนผิงซัน เมื่อคำนึงถึงเจ้ายังเดียงสา ใจลุ่มหลงโลกตามประสา เจอทุกข์คณา เจ้าเอ๋ยละอัตตาบางเบา (เจ้าเอยมั่นคงในธรรมา)
(ช.)เร่งตื่นรู้แจ้งชีวิตจริง (ญ.)ยิ่งอุทิศให้ด้วยมิท้อใจ (ช.)กาลท้ายกอบกู้(ญ.)สามโลกพุทธะเดิมมุ่งก้าวไป(คู่)ปลุกชนยุคปลายหลอมใจ ศิษย์ข้าแกร่ง
บทเพลงทำนอง : ก้อนเกลือยังหวาน

ศิษย์รักเอ๋ย...ศิษย์รักเอ๋ย...
ใน การประชุมธรรมสองวันนี้ เจ้านั้นได้สดับธรรมมากมายแท้ จงถนอมจิตแห่งศรัทธาจริง มิแอบแฝงเสแสร้งใด เพื่อนำพาหลักธรรมบำเพ็ญจิต สำรวมกายด้วยหลักธรรม เมื่อนำปฏิบัติ สามารถบังเกิดคุณวิเศษได้แท้จริง จงพินิจตรอง จากสองวันนี้ที่เจ้าทั้งหลายได้เข้าสู่ประตูพุทธะ เพราะด้วยบุญสัมพันธ์ที่เคยมี ดังนั้นจงอย่าดูเบาตน สามัญชนเมื่อมีใจจะบำเพ็ญจริง เจริญรอยตามพุทธะโบราณ ก็สามารถที่จะก้าวขึ้นสู่ดินแดนอันวิสุทธิ์ได้ ขอเพียงว่าศิษย์รักมีปณิธานที่จะนำพาฉุดช่วยตน บรรพชนและบุคคลอื่น โดยอาศัยจิตเมตตาแต่เดิมที่มี นำก่อเกิดให้ปรากฏเป็นจริงเท่านั้น จึงหวังว่าสิ่งที่อาจารย์กล่าวมานั้น ศิษย์ทุกคนจะตรึกตรองในหลักธรรมที่ได้สดับ บังเกิดคุณประโยชน์ทั้งหลาย
( เข้าใจไหม )

ศิษย์รักเอ๋ย...ศิษย์รักเอ๋ย...
บาง คนยังมีความคลางแคลงในเส้นทางอนุตตรธรรมนี้ หรือบางคนได้ปลุกประกายแห่งจิตศรัทธา บอกกับตนเองจะนำพาทั้งตนและผู้อื่น บำเพ็ญธรรม ศึกษาธรรม ใช่หรือไม่ ขอให้ศิษย์จงก้าวเดินบนหนทางธรรมะนี้ได้เสมอต้นปลาย และรู้จักรักษาจิตอันแรกเริ่มให้คงสว่างผาสุกเนิ่นนาน พร้อมหมั่นมาศึกษาและฝึกฝน เพราะธรรมะหากมิเคี่ยวกรำ และมิมีการทดสอบแล้ว มรรคผลและบุญกุศลบารมีจะก่อเกิดได้อย่างไร

ดัง นั้น ชาตินี้ที่ศิษย์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่ และพบโอกาสอันดีเช่นนี้ จงอย่าละเลยปล่อยทิ้งขว้าง ในชีวิตของคน การมีบุญ มีวาสนาล้วนจากอดีตเคยสั่งสม แต่ปัจจุบัน บุญวาสนาหรือชื่อเสียงเงินตรา หากสัมมาอาชีพที่ไม่สุจริต ทั้งเจตนาและไม่เจตนาก็ดี สุดท้ายบุญวาสนา ชื่อเสียง เงินตรา ก็มลายได้เช่นกัน ดังนั้นจะสั่งสมบุญวาสนา ชื่อเสียง เงินตรา ล้วนต้องมีหลักจิตแห่งการบำเพ็ญธรรม

แม้ในชีวิตสัมมาอาชีพ สุจริต แต่มนุษย์ทุกคนนั้น ล้วนแต่ยอมพ่ายแพ้ต่อความโลภ ความโกรธ ความหลงและความใคร่อยาก ให้ตนเองสมปรารถนา จิตใจเช่นนี้ยากแท้จะพบความผาสุกในชีวิตที่แท้จริง ในชีวิตบางคน แม้จะมี ความเพียบพร้อมสมบูรณ์ในชีวิต แต่ในบางครั้งนั้น จิตใจกลับยังมีทุกข์ทวีคูณมิอาจระบายได้ เพราะเหตุใด เพราะชนชั้น ฐานะกั้นขวาง ระหว่างหนทางการแสวงค้นหาธรรมะ ยังมิสามารถมองเห็นแสงสว่างในชีวิตเลย จนจวบวัยชรา สุดท้ายชีวิตเดียวดาย

ดังนั้นหวังศิษย์รัก วันนี้ตรึกย้อนถึงทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมาและกำลังจะผ่านพ้นไปนั้น เกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับ ในห้วงจิตใจและความนึกคิดของศิษย์ทุกคน เกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับ สุดท้ายชีวิตที่ทั้งสั่งสมทรัพย์ ชื่อเสียงเงินตราก็สองมือว่างเปล่า จะแสวงหาธรรมะนั้น ขอให้ศิษย์ย้อนมองส่องตน ถามตนเอง เราพร้อมที่จะบำเพ็ญจริงหรือยัง มีสิ่งใดที่พันธนาการในจิตใจของตนเอง

ธรรมะในยุคขาว ปรกโปรดสู่ครัวเรือน เมื่อศิษย์รู้ ขอเพียงเจ้านำพาธรรมะปรกโปรดคนในครอบครัว ก็สามารถสร้างครอบครัวแห่งธรรมะได้เช่นกัน อย่าดูเบาและคิดว่าเป็นเรื่องยากลำบากใจ จงรู้ว่าหากจิตใจของเจ้านั้นศรัทธาจริง และเปลี่ยนแปลงตนเองได้จริง จากการที่ผ่านบำเพ็ญมา ฝึกฝนมา ย่อมสะเทือนถึงฟ้าเบื้องบนและผู้คนรอบกายได้ ตั้งใจให้ดี
( เข้าใจไหม )

ก่อนจะอำลา อาจารย์นั้นห่วงใยและเคียงข้างลูกศิษย์ทุกคน แม้หนทางบุกเบิกจะลุ่มดอน ปณิธานนี้จะยังแกร่งกล้า พร้อมสืบสานอริยกิจตามบัญชาฟ้าเบื้องบนให้บรรลุผล ศิษย์รักทุกคนก็เช่นเดียวกันอย่าได้กลัว หยดหยาดน้ำตาที่หลั่งรินลงอาบแก้ม อาจารย์จะเอามือปาดให้ ปาดน้ำตาแห่งความล้า ความอ่อนแรงที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจเจ้าทุกคน และหวังว่าในวันพรุ่งนี้ อรุณสาดแสง เจ้าจะเข้มแข็งและมีรอยยิ้ม มีความผาสุกในการบำเพ็ญส่งเสริมผู้คนอย่างสุดกำลังใจ

ในวันนี้ ที่ได้พบกันนั้นคือ บุญสัมพันธ์แห่งพุทธะ จากนี้และตลอดไป อาจารย์จะคอยดูแลทุกทุกคน เคียงบ่าไหล่ โอบกอดเจ้าทั้งหลาย ให้ได้รับความอบอุ่น ดั่งพ่อลูกผูกพันมิเสื่อมคลาย แม้ฤดูกาลจะเปลี่ยนผัน หนี้เวรกรรมจะตามทวง อาจารย์พร้อมยื่นมือค้ำประกันรับรองต่อเจ้ากรรมนายเวร ให้ศิษย์ทุกคนมีโอกาสสร้างบุญกุศล สร้างฐานบัวของตนเอง รออีกไม่นานศิษย์อาจารย์จะได้พบกันที่หนันผิงซัน...หนันผิงซัน
กราบลา
ฮา ฮา ถอย

Sunday

สำรวมเที่ยงตรง (จายจวงจงเจิ้ง)

อะไรคือ "สำรวมเที่ยงตรง" การมาพุทธสถานแต่งกายสุภาพ จัดแต่งทรงผมเรียบร้อย กริยาท่าทางสงบเสงี่ยม อย่างนี้เรียกว่า สำรวมเที่ยงตรง แล้วหรือ

ถ้า หากว่าใจของพวกเจ้านั้นยังไม่ใสสะอาดพอ แต่กลับมีจิตใจที่เต็มไปด้วยตัณหาความอยากได้ เช่น ดวงตาชอบมองแต่สิ่งที่สวยงาม จมูกชอมดมแต่กลิ่นที่หอมหวน ปากชอบลิ้มรสอาหารอันเลอเลิศ หูชอบฟังแต่เสียงที่ไพเราะ กายชอบอยู่ในที่ที่สบาย ชอบสวมเสื้อผ้าประดับเครื่องแต่งกายที่หรูหรา ความคิดฟุ้งซ่านเพ้อฝัน ถ้าหากเป็นเช่นนี้ยังไม่นับว่าเป็นการสำรวมเที่ยงตรง

ฉะนั้น การบำเพ็ญภายนอกเพียงอย่างเดียว ไม่บำเพ็ญคุณธรรมภายใน ปล่อยให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เต็มไปด้วยอาสวะ ถึงแม้ว่าภายนอกจะแต่งกายดูสะอาดเรียบร้อยและสง่างามเพียงใด ก็ยังไม่นับว่าเป็นการสำรวมเที่ยงตรงได้

เพราะ ฉะนั้น การสำรวมเที่ยงตรง ไม่เพียงแต่จัดแต่งทรงผมเรียบร้อย แต่งกายเหมาะสม กริยาภายนอกสำรวมเท่านั้น แต่ต้องมีการสำรวมจิตใจ และสำรวมซึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือพูดได้อีกอย่างว่า เจ้าสามารถควบคุมจิตใจไม่ให้บังเกิดความคิดที่ฟุ้งซ่าน ต้องมีจิตใจอันหนักแน่น ถึงจะเป็นการสำรวมเที่ยงตรง ที่แท้จริง

ศิษย์ ทั้งหลาย ! แล้วพวกเจ้าจะมีความสำรวมเที่ยงตรงได้อย่างไร ? ก่อนอื่นควรเที่ยงตรงที่ตนก่อนแล้วจึงทำให้ผู้อื่นเที่ยงตรง ใช่หรือไม่ คิดที่จะทำตนให้เป็นคนเที่ยงตรง ควรฟื้นฟูความสว่างของจิตเดิมแท้เสียก่อน จึงจะสามารถแปรเปลี่ยนและส่งผลต่อคนรอบข้างให้คล้อยตามได้ ใช่หรือไม่ และในยามที่แสงสว่างองจิตเดิมแท้ได้ถูกฟื้นฟูให้ปรากฎออกมาแล้ว เจ้ายังคงต้องรักษาซึ่งกิริยา มีวาจาอันถูกต้องเที่ยงธรรม มีจรรยามารยาท ถ้าหากเจ้าทำได้เช่นนี้จึงจะสามารถนำพาญาติธรรม ใช้กิริยาอันสำรวมเที่ยงตรง และมารยาทที่ดีงามมานำพาผู้อื่นได้

ใน กาลสามยุคสุดท้ายนี้ พวกเจ้าควรรู้ว่าเพียงแค่พูดธรรมะอย่างเดียวนั้นใช้ไม่ได้แล้ว เดิมทีธรรมะนั้นก็มิได้อาศัยการพูดการบรรยาย แต่อยู่ที่การปฏิบัติแล้วจะปฏิบัติอย่างไร นั่นก็คือใช้จิตเดิมแท้อันใดสว่างแสดงออกซึ่งกิริยาอันสำรวมเที่ยงตรง ให้วาจา และการกระทำนั้นถูกต้องต่อจริยธรรม จิตใจสะอาดใสไร้มลทิน ความคิดไม่ผิดไปในทางมิจฉา อีกทั้งอารมณ์ ๗ ฉันทา ๖ ก็มิได้ทำให้หวั่นไหวอีกต่อไป เช่นนี้ถึงจะเรียกได้ว่า สำรวมเที่ยงตรง ที่แท้จริง

ฉันทา ๖ คือ รูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัส, อารมณ์

อารมณ์ ๗ คือ ยินดี, โทสะ, เศร้าโศก, ร่าเริง, รัก, เกลียด, ราคะ

สามบริสุทธิ์ สี่เที่ยงตรง

คำนำ

ทุกคนที่ก้าวเข้ามาสู่อาณาจักรธรรม เมื่อได้มาศึกษาแล้วจะต้องรู้จักและเข้าใจ
ในการปฏิบัติตน ให้ถูกต้องตามพุทธวินัย มีเรื่องสำคัญอยู่เรื่องหนึ่งที่ทุกคนจะต้อง
เข้าใจ และนำไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดีด้วย คือ สามบริสุทธิ์ สี่เที่ยงตรง

องค์ประทานคุมสอบสามภูมิ ประทานพระโอวาทว่า
“ ขอบเขตหญิงชายแบ่งเป็นเกณฑ์ สามชัดเจนสี่เที่ยงตรง จงเคร่งครัด
ทั้งสีหน้าอาการรู้จำกัด ให้ฝึกหัดวาจาให้เที่ยงตรง “
หมายถึง ไม่ว่าจะนั่ง จะยืน จะเดิน จะนอน ต้องให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียม
ประเพณี ที่ท้องถิ่นของเราปฏิบัติอยู่


สามบริสุทธิ์


1. ทำงานธรรมะและทำงานทางโลกให้ชัดเจน
2. เรื่องเงินทองต้องชัดเจน
3. เรื่องชายหญิงต้องชัดเจน


1. ทำงานธรรมะและทำงานทางโลกให้ชัดเจน


1.1 มาสถานธรรม มาเพื่อทำงานธรรมะในสถานธรรม พาญาติธรรม
มาสร้างบุญกุศล เคารพเทิดทูนอาจารย์ มี อาจารย์ถ่ายทอดธรรม อาจารย์บรรยาย
ธรรมและผู้แนะนำ – รับรอง ฯลฯ เมื่อมาถึงแล้ว ต้องทำแต่งานในสถานธรรม อย่าได้
นำเอาเรื่องของส่วนตัวมาพูด มาทำให้เป็นที่รำคาญนัยน์ตา รำคาญหูของผู้อื่น
1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างญาติธรรม อย่าให้เป็นเหมือนความสัมพันธ์
ทางโลก ต้องไม่มีความรักอย่างทางโลก ต้องไม่คุยกันเรื่องทางโลก ถ้าเป็นญาติก็ให้
ถือเสมือนเป็นญาติธรรม ปฏิบัติต่อกันให้เสมอเหมือนกัน ในสถานธรรม ทุก ๆ คนต้อง
เป็นเสมอญาติธรรมเท่า ๆ กัน ทั้งที่เป็นสามี ภรรยากัน ก็ต้องทำตนเป็นเหมือนญาติธรรมเหมือนกัน
1.3 ไม่เอางานธรรมะมาบังหน้า แล้วมาขายของ ของส่วนตัวในสถาน
ธรรม มาขายของในอาณาจักรธรรม ด้วยความเกรงใจ ญาติธรรมจำต้องรับซื้อไว้ อีก
ประการหนึ่งการขายของในสถานธรรม ทำให้แลดูเป็นเหมือนตลาดขายสินค้า ไม่ใช่
สถานธรรม เสียงพูดคุยกันดัง จนทำให้ผู้อื่นฟังธรรมะไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าจะฟังเรื่องอะไรดี
ฟังธรรมะดี หรือฟังเสียงขายของดี ทำให้กำลังใจผู้ฟังเสีย เบื่อสถานธรรม เลยไม่มา
ถ้าเป็นเช่นนี้ เป็นการสร้างบาปโดยไม่รู้ตัว ที่ทำให้ผู้อื่นหลุดออกไปนอกวงการธรรมะ
1.4 อยู่ในอาณาจักรธรรม ขณะออกงานธรรมะอย่าพูดคุยกันเรื่องทาง
โลก อย่าหาเสียงหรือวิจารณ์งานทางการเมือง อย่าเอาความสนิทสนมกันทางญาติ
มาบอกงานเพื่อหวังผลประโยชน์ของตนเอง ถ้าจำเป็นให้พูดกันข้างนอกสถานธรรม
1.5 ถ้าต้องการให้ญาติธรรมช่วยเหลือ ในงานที่เป็นเรื่องเฉพาะตน
อย่าใช้ตำแหน่งงานทางธรรมมาเกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ของตนเอง ต้องจ้างหรือให้ผล
ประโยชน์ตอบแทนที่เสียเวลามาทำงานให้ เพราะมาด้วยความรัก ด้วยความเกรงใจ
ต้องตอบแทนให้พอสมควรกับงานที่มาทำให้ และหาโอกาสไปตอบแทนด้วยการทำงาน
ให้กับผู้อื่นบ้าง
1.6 ต้องฝึกหัดทำงานในหน้าที่อื่น ๆ ใน 10 หน่วยงาน ให้เป็นหลาย ๆ
งาน เผื่อบางทีเจ้าของงานไม่อยู่ จะได้ช่วยทำให้ได้ ทำให้งานธรรมะไม่เสีย ส่วนในงานของตนเอง เมื่อทำแล้ว ต้องสำรวจดูด้วย ว่าดีหรือไม่ดี ต้องแก้ไขอีกบ้างหรือเปล่า
เพื่อการทำงานในคราวต่อไปจะได้ดีขึ้น


2. เงินทองต้องให้ชัดเจน


2.1 ถ้าต้องทำงานเกี่ยวกับการเงิน ต้องลงบัญชีให้ชัดเจน สามารถชี้
แจงและให้ตรวจสอบได้ทุกเวลา ต้องลงรายการรับบริจาคให้ละเอียดชัดเจน ลงบัญชี
รายจ่ายให้ชัดเจน ถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิงได้ ทำประกาศให้ญาติธรรมทราบเป็น
ครั้งคราว ไม่ควรจัดทำบัญชีแต่ผู้เดียว ควรจัดเป็นคณะกรรมการทำงานให้ถูกต้อง
2.2 ถ้าทำไม่ถูกต้อง ด้วยการเอาไปใช้เอง หรือทำหาย หรือบอก
จำนวนผิดไป เป็นบาปอย่างมหันต์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า
“ เงินกุศลเพียงหนึ่งเฟื้องไพ ยิ่งใหญ่หนักกว่าพระสุเมรุ
เบียดบังฉ้อโกงลวงเล่น ต้องเกิดเป็นสัตว์เขาเอาใช้คืน “
ถ้าหากขาดจำนวนไป ผู้จัดทำต้องจัดหามาให้ครบถูกต้องตามจำนวนของตัวเลข อย่า
ปล่อยไว้จนผู้อื่นมาเจอ เป็นการไม่ดี

3. ชายหญิงให้ชัดเจน


3.1 การพูดจาต้องดังพอที่ผู้อื่นได้ยินด้วย ต้องพูดด้วยวาจาที่สุภาพ
ผู้ อื่นได้ยินแล้วจะได้ไม่เอาไปติฉินนินทา ว่าพูดไม่เพราะ เวลาพูดต้องรู้ว่าขณะนี้เราพูดอยู่กับใคร พูดอยู่กับผู้ใหญ่ หรือพูดกับเด็ก หรือพูดกับบุคคลที่เท่ากันกับตัวเรา เวลา
พูดต้องมีหางเสียง มีครับ มีผม มีคะ มีขา จึงจะแลดูงามดี
3.2 ในการทำงานธรรมะ ต้องแบ่งแยกชาย-หญิงไว้ให้ชัดเจน ไม่

รวมกัน ต้องนั่งแยกกัน ชายอยู่ข้างหนึ่ง หญิงอยู่อีกข้างหนึ่ง ขึ้น-ลงบันไดต้องแยกกัน
คนละข้างไม่ปนกัน เวลากราบพระต้องแยกกัน ใครกราบก่อน กราบหลัง ให้ดูที่อาวุโส
3.2 การใช้วาจาระหว่างชาย-หญิง ต้องบริสุทธิ์ไม่มีเรื่องของทางโลก
เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการพูดกันฉันท์ญาติพี่น้องที่ทำงานร่วมกัน
3.3 ชาย-หญิง อย่าอยู่ใกล้กัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตำหนิ เพื่อป้อง
กันความสงสัย ถ้าทำอะไรหละหลวมจะถูกนำไปวิพากย์วิจารณ์หรือนินทา
3.5 ปากบอกว่าฉันบริสุทธิ์ใจ แม้จะถูกนินทา ก็ยังประพฤติเหมือน
เดิม ทำไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข

----------------------------


สี่เที่ยงตรง


1. กายตรง
2. ใจตรง
3. วาจาตรง
4. ความประพฤติตรง


1. กายตรง


1.1 ต้องทำอะไรไม่ผิดประเพณี ไม่ผิดในศีลทั้งห้าข้อ
1.2 เวลาเดินผ่านสวนหรือไร่นาของผู้อื่น ไม่ควรก้มหลัง หรือยื่นมือ
ขึ้นเหนือศีรษะ เพราะเวลามองแต่ไกลจะเห็นเป็นว่า ตั้งใจเก็บพืชผลของเขา เหมือนที่
ท่านขงจื๊อกล่าวว่า แม้แต่ตามองเห็นเองก็ยังผิดได้ เช่น ศิษย์ของท่านขงจื๊อหุงข้าวต้ม
ให้ ท่านขงจื๊อ ขณะที่หุงข้าวอยู่ มีเศษผงตกจากหลังคาลงไปในหม้อข้าว ศิษย์ผู้นั้นจึงเอาช้อนตักออก เผอิญมีเมล็ดข้าวติดมาด้วย จะทิ้งก็เสียดาย เลยใส่ปากตนเอง พอดี
ท่านขงจื๊อเห็นเข้าพอดี และตำหนิว่า กินก่อนเจ้านาย ทางที่ดี ควรถามเหตุผลให้ดี
ก่อนแล้วค่อยลงโทษ
1.3 เวลาเข้าไปในบ้านของผู้อื่น อย่าไปอยู่ในที่ลับ หรือห้องน้ำ อัน
อาจทำให้เจ้าของบ้านสงสัยว่าไปทำอะไร ถ้าเกิดของเขาหายขึ้นมา เราจะกลายเป็น
คนไม่ดี ทำให้ไม่เป็นที่ไว้วางใจอีกต่อไป เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงบุคคลอื่นแล้ว ตัวเราจะเป็น
ผู้เสียหายตลอดชีวิต
1.4 ให้รักตัวเอง ไม่ไปในสถานที่ ที่ผิดจริยธรรม เช่น ซ่องนางโลม
หรือตามบาร์ ฯลฯ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผิดจริยธรรม (เรื่องฉุดคร่า เรื่องปล้น ฯลฯ)
1.5 ต้องไม่แต่งหน้าตา หรือแต่งตัวตามสมัยมากเกินไป อันอาจทำ
ให้ไม่เหมะสมในการมาสถานธรรม และอาจเป็นภัยต่อตนเองในอนาคต อาจถูกผู้ไม่
หวังดีทำอันตรายก็ได้
1.6 กิริยาอาการที่แสดงออก ต้องสำรวมอยู่ในพุทธระเบียบ ต้อง
หมั่นดูพุทธระเบียบอยู่เสมอ จะได้เข้าใจ และทำได้ถูกต้อง


2. ใจตรง


2.1 ไม่หลอกลวงเขาหากิน ไม่ขายของปลอม ให้ย้อนมองส่องดูตน
เองทุกขณะ ว่าได้ทำผิดอะไรไปบ้าง จะได้ไม่ทำซ้ำอีก และต้องฟังผู้อื่นพูดด้วย ถ้า
หากว่ามีผู้มาพูดเตือนตัวเรา เราต้องขอบคุณเขา แล้วรีบสำรวจตนเอง แล้วแก้ไขใหม่
ทันที
2.2 ยังมีความโลภอยู่อีกหรือเปล่า ถ้ามีอยู่จะทำให้เกิดความกลัดกลุ้ม
ทำให้ต้องพูดจาตัดพ้ออยู่บ่อย ๆ มาสถานธรรมรับประทานอิ่มแล้ว ก็แล้วกัน ไม่ควร
เอา ของในสถานธรรมไป ถ้าจำเป็นควรสละเงินทำบุญบ้างเล็กน้อย เพราะของที่เขาเอามาทำบุญ เขาได้จบแล้วจบอีก จบเพื่อสะเดาะห์เคราะห์เภทภัยอันตรายให้หายไป เมื่อเราเอาของมาใช้ หรือมารับประทาน ก็เท่ากับเราเอาเคราะห์ภัยมาใส่ตัวเรา
2.3 ยังมีใจชอบคิดเปรียบเทียบระหว่างตัวของเรากับผู้อื่นอยู่อีกหรือไม่
ยัง เห็นใครดีไม่ได้ ชอบอิจฉาริษยา ยังมีอยู่อีกหรือเปล่า ถ้ายังมีอยู่ต้องรับขจัดให้สิ้นไป ในมหาปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร สอนให้เราทำตนในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้เรา
ทำเหมือนตายไปแล้ว ถ้าตายแล้ว ในจิตใจของเราจะไม่มีกิเลสเหลืออยู่เลย

2.4 ตัวเราเคยได้รับการละเลยจากผู้อื่น หรือไม่ได้รับมารยาทตอบ ทำให้ใจยังมีความแค้นเคืองอยู่หรือเปล่า ถ้ามีต้องรีบให้อภัย เราต้องทำใจเราให้เหมือนฟ้า เหมือนดิน ให้ทุกอย่างแก่ทุกคนได้เท่าเทียมกัน ให้ได้ทุกอย่างตามอัตภาพ
ไม่มีความโกรธแค้นเคือง เหมือนฟ้าเหมือนดินที่ไม่เคย โกรธใครเลย มีแต่ให้อย่างเดียว
2.5 ตัวเราเองยังมีความหยิ่งจองหองในใจอยู่หรือเปล่า ตัวของเราขาด
ความใจกว้าง ไม่ให้อภัยแก่ผู้อื่น โดยคิดว่าตัวเราเองถูกเสมอใช่หรือเปล่า ถ้ามีต้องรีบ
แก้ไข เราต้องคิดว่า ผู้มาทีหลังอาจมีคุณธรรมสูงกว่าเราก็ได้ ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ อาจ
ทำให้เราหายหยิ่งผยองลงได้ การให้อภัยแก่ผู้อื่น เป็นสิ่งดีที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เมื่อ
ให้แล้ว มีแต่ได้กับได้ ตัวเราเองก็เป็นสุข ผู้อื่นก็เป็นสุข พบหน้ากันวันหลังยังพูดคุยกันได้
2.6 ต่อตนเองและเรื่องราวต่าง ๆ ยังไม่ทันเข้าใจให้ถ่องแท้ก็สงสัยเอา
ไว้ก่อน คิดไปในทางที่ไม่ดีไว้ก่อน แล้วใช้ความคิดของตนปล่อยข่าวลือออกไป ทำให้
เกิดความเสียหาย ถ้าผู้อื่นเขารู้เข้าแล้ว ตัวเองแหละจะเสียหายต่อภายหลังมาก


3. วาจาตรง


3.1 ให้พูดแต่เรื่องของตนเอง พูดแต่พอสมควร อย่าให้มากไป ไม่
ควรพูดเรื่องของคนอื่น การพูดเพ้อเจ้อ พูดทั้งวัน เมื่อหมดเรื่องของตนเองแล้ว ก็จะ
พูดแต่เรื่องของชาวบ้าน การพูดจริงเป็นสิ่งที่ดี แต่การพูดตามความจริง โดยเอาเรื่อง
ของสามีไปเล่าให้ภรรยาฟัง เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะอาจทำให้เขาต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน
เพราะเราเป็นสาเหตุ ทำให้เป็นที่ระแวงแคลงใจอยู่ร่ำไป ไม่มีที่สิ้นสุด อาจทำให้เรื่องที่
ไม่เป็นเรื่อง กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปก็ได้
3.2 คิดเสียก่อนว่าเรื่องใดควรพูด ค่อยพูด เรื่องใดที่พูดแล้วทำให้เกิดความเสียหาย อย่าพูด แม้เป็นเรื่องจริงก็ไม่ควรพูด ยิ่งเป็นเรื่องหลอกลวงด้วยแล้ว
ยิ่งไม่ควรพูด
3.3 อย่าทำตนเป็นคนปากร้าย พูดจาหยาบคาย ด่าคนอยู่เสมอ
ด่าจนเกิดความเคยชิน เลยทำให้พูดไม่เพราะ ผู้อื่นฟังแล้ว ถ้าเขาไม่รู้จักเรามาก่อน
เขาจะหาว่าเราเป็นคนร้ายกาจไม่น่าคบ
3.4 อย่าทำตนเป็นคนลิ้นสองแฉก นินทาว่าร้าย ยุแหย่ผู้อื่นให้เขา
แยก กัน การทำให้คนโกรธกันเป็นสิ่งไม่ดี ยิ่งเป็นเรื่องของสามี ภรรยาด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควร การทำให้เขาแยกกัน เป็นความบาป เป็นสิ่งไม่ดี ควรพูดให้เขาปรานีประนอมกัน
ยอมความกัน ไม่แยกจากกัน
3.5 อย่าทำตนเป็นคนชอบประจบสอพลอ สรรแสร้งแต่งคำทำให้
ผู้ อื่นพอใจตนเอง แต่คำพูดที่พูดไปแล้ว เป็นการให้ร้ายแก่ผู้อื่นทางอ้อม เป็นการเหยียบบ่าเพื่อน เพื่อเอาคุณงามความดีเป็นของตนเอง การทำเช่นนี้ ให้คุณแก่ตนเอง
ชั่วคราว แต่บาปกรรมที่ทำไว้ จะทำให้ชีวิตของเราไม่เจริญรุ่งเรือง
3.6 อย่าพูดเพ้อเจ้อ ไร้สาระ พูดในเรื่องที่ไม่มีเหตุผล พูดเรื่องนี้
แล้ว ก็หาเรื่องอื่นมาพูดต่อ ทำให้เสียเวลาทำการทำงาน เสียเวลาของตนเอง และทำ
ให้ผู้อื่นเสียเวลาด้วย
3.7 อย่าพูดเสียดแทงทำร้ายผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง การพูด
ฝากผู้อื่นให้ไปบอกแก่ผู้ที่เราโกรธเป็นสิ่งไม่ดี อันอาจทำให้ผู้ที่เราพูดฝากไปกลายเป็น
คนพูดเสียเอง ถ้าเกิดการยืนยันหาตัวผู้พูด ก็ทำให้ผู้ที่รับฝากเราไปเกิดความยุ่งยาก
แต่ตัวผู้รับฝาก ถ้าฟังแล้ว เก็บเงียบไว้ไม่พูดต่อ ก็จะเป็นการดี จะได้ไม่มีเรื่องทำให้เกิด
ความยุ่งยากในภายหลัง
3.8 ไม่ควรรับปากพล่อย ๆ รับงานแล้วไม่ทำ หรือทำไม่ได้
ไม่มีวาจาสัตย์ เมื่อรับงานมาแล้ว ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว อย่าปล่อยให้ล่าช้า เนื่อง
จากที่เขาวานทำก็เพราะ อยากได้เร็ว ๆ ถ้าเราไม่ทำก็อย่าไปรับเอามาทำ
3.9 เป็นคนเจ้าอารมณ์ มีโมโห ใช้อารมณ์ไปทั่วทุกแห่ง ใช้โทสะวาจาทำร้ายคน ถ้าเป็นตัวเราเอง ควรจะหัดระงับอารมณ์ไว้ อย่าปล่อยให้วู่วาม ฉุนเฉียว คนโมโหร้าย ถ้ากินเจแล้ว จะทำให้จิตใจสงบเยือกเย็นลง ความเร่าร้อนภาย
ในใจก็จะน้อยลงไป ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะพลอยหายไปด้วย การเจ็บป่วยบางโรคมา
จาก ที่เราทำตัวเราเอง ด้วยความหยิ่งผยอง ด้วยความร่ำรวย ด้วยความที่มีตำแหน่งงานใหญ่โต เลยทำให้มองเห็นผู้อื่นต่ำต้อยกว่าตน ควรแก้ไข

4. ความประพฤติตรง

4.1 ต้องเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
4.2 ต้องเคารพผู้อาวุโส
4.3 ต้องเคารพกฎระเบียบ ข้อบังคับ ทั้งปณิธาน 10 และพุทธวินัย 15 ข้อ
4.4 ต้องประพฤติตนเป็นคนโปร่งใส ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง
4.5 การพูดของเรา อย่าให้คำพูดของเราไปละเมิดสิทธิประโยชน์ของผู้อื่น
4.6 จะทำการใด อย่าทำตนเป็นคนเห็นแก่ตัว มีใจคอคับแคบชอบเอาเปรียบผู้อื่น
4.7 อย่าทำบุญจอมปลอม ทำอย่างขอไปที ขาดความศรัทธาจริงใจ