Showing posts with label บทย่อย. Show all posts
Showing posts with label บทย่อย. Show all posts

Friday

เป็นหนี้ไม่ยอมชดใช้ (พระโอวาทองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม)

วันนี้ เราจะมาแก้คดีกรรมของนาง หลิงฟ่งจู ทำไมนางจึงต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคร้ายคุกคามจนถึงกับกลายเป็นคนเละเลือนสติ ไม่สมประกอบ นั่นเป็นเพราะผลกรรมที่นางก่อไว้ตั้งแต่ในชาติปางก่อนบัดนี้ถึงเวลาที่เจ้า กรรมนายเวรในอดีตตามคิดบัญชีกับนางแล้ว
ในอดีตชาติ นาง หลิง ฟ่ง จู ผู้นี้ได้เกิดเป็นชายที่มณฑลฮกเกี๋ยน อำเภอ ฮกจิว มีชื่อว่า “ไต้เจียว” นายไต้เจียวมีเพื่อนสนิทกันมากคนหนึ่ง ชื่อว่า “ไฉ่ จิ่ง” อยู่มาวันหนึ่ง ไต้เจียวได้ขอยืมเงินจำนวน 300 อีแปะ จากไฉ่จิ่งเพื่อนรักเพื่อมาลงทุนทำการค้า จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเข้า เขาก็เกิดความเสียดายไม่อยากชดใช้เงินที่ยืมมาคืนให้แก่เพื่อน
ทุกครั้งที่นาย ไฉ่จิ่ง เอ่ยปากทวงถามถึงหนี้สินเดิมนายไต้เจียวก็จะพูดจาบ่ายเบี่ยงผลัดวันประกัน พรุ่งไปเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดเมื่อถูกทวงหนี้ที่ยืมไปหนักเข้าๆ ในใจจึงคิดวางแผนชั่วขึ้นโดยออกอุบายเชิญนายไฉ่จิ่งเพื่อนรักให้มาร่วมรับ ประทานอาหารที่บ้าน
และในคืนนั้นเองนาย ไต้ เจียวก็ได้มอมเมาเพื่อนรักด้วยสุราจนฟุบไปไม่ได้สติ จากนั้นเขากับนาง หงซื่อ ภรรยาผู้สมรู้ร่วมคิดจึงช่วยกันลากนายไฉ่จิ่ง เข้าไปวางไว้บนเตียงในห้องนอน พร้อมกับจัดแจงถอดเสื้อของ นายไฉ่จิ่ง ออกกองไว้
พอใกล้รุ่งเช้า นายไต้เจียวก็ให้ภรรยาของตนแสร้งขึ้นในนอนบนเตียงด้วย และร้องไห้ฟูมฟายว่าถูก นายไฉ่จิ่ง เพื่อนของสามีเข้ามากระทำมิดีมิร้ายข่มเหงนาง
นางหงซื่อร้องเอะอะโวยวายเพื่อให้ชาวบ้านมาเป็นพยานรับรู้ส่วนตัวนายไต้ เจียว ก็ทำทีเป็นว่ามาพบเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าพร้อมกับไปเรียกเจ้าหน้าที่ทางการ ให้มาจับตัวเพื่อนของตนไปสอบสวน
นายไฉ่ จิ่ง ให้การปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องจริงๆและตนเองเมาสุราจนหมดสติไปแต่เนื่องจากมี เจ้าทุกข์และพยานแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด เขาจึงถูกพิพากษาให้ต้องติดคุกเป็นเวลา 8 ปี
ข้างฝ่ายครอบครัวของนายไฉ่จิ่ง ผู้บริสุทธิ์ ก็ได้พยายามใช้เงินวิ่งเต้นคดี เพื่อให้เขาได้ลดหย่อนโทษและในที่สุดแม้ว่านายไฉ่ จิ่ง จะสามารถพ้นโทษออกจากคุกได้ก่อนกำหนดก็จริงแต่ทว่าเขาไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร หลงเหลืออยู่อีกเลย
ตัวของนายไฉ่ จิ่ง พร้อมทั้งครอบครัวต้องตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัส ซึ่งตรงข้ามกับนายไต้ เจียว ผู้ซึ่งใช้แผนชั่วคดโกงเงินของเพื่อนกลับยิ่งรวยวันรวยคืน นายไฉ่ จิ่ง ยิ่งเห็นยิ่งเจ็บแค้นใจจนในที่สุดก็ตรอมใจตาย
เรื่องราวที่เล่ามาทั้งหมดก็คือ อดีตชาติของนางหลิงฟ่งจู ที่ได้ก่อกรรมสร้างเวรเอาไว้ แม้ว่าคนในโลกจะตายไปแล้ว และในยมโลกพญายมผู้เป็นใหญ่แห่งนรกก็ได้ตัดสินลงโทษทัณฑ์แก่ดวงวิญญาณผู้ กระทำผิดไปแล้ว แต่เรื่องราวของความอาฆาตแค้นระหว่างกัน เป็นเหตุแห่งโซ่กรรมบ่วงเวรที่ต้องติดตามมาชำระหักล้างกันที่บนโลกมนุษย์อีก
นี่เอง มาถึงปัจจุบันในภพนี้ชาตินี้ นายไต้เจียว ผู้โกงหนี้เพื่อนในอดีตชาติก็ได้เกิดมาเป็น นาง หลิง ฟ่ง จู และเมื่อเวลาแห่งการชดใช้มาถึง เจ้าหนี้นายเวร คือวิญญาณของนาย ไฉ่จิ่ง ผู้ซึ่งยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดเพราะตายลงด้วยความผูกใจเจ็บแค้นอาฆาตบัดนี้สบ โอกาสจึงได้เข้าสิงร่างของนาง หลิง ฟ่ง จู ทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก จิตประสาทไม่ปกติ จนกระทั่งนานวันเข้า หู ตา คอ จมูก ปากและประสาทสัมผัสทั้งหลายก็เสื่อมสลายไม่อาจรับรู้อะไรทั้งสิ้น
จวบจนบัดนี้ก็ไม่สามารถรอดพ้นการติดตามจองเวรจากวิญญาณของนาย ไฉ่จิ่งไปได้และสามีของนางหลิงฟ่งจูในชาตินี้ก็คือ นางหงซื่อ ซึ่งเป็นภรรยาของนายไต้เจียวในอดีตชาติก็ต้องกลับมาเกิดเพื่อรับกรรมที่เคยก่อไว้ร่วมกัน
เดี๋ยวนี้ พวกเจ้าทั้งสองคน คงจะเข้าใจเรื่องราวความเป็นมาของตนทั้งหมด จึงควรที่จะสำนึกผิดได้แล้ว จงรีบสร้างบุญสร้างกุศล อุทิศให้แก่วิญญาณเจ้ากรรมนายเวรผู้ติดตามมาทวงหนี้และหมั่นเพียรกราบไหว้ สักการะ ขออำนาจบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยเมตตาไกล่เกลี่ยกับเจ้ากรรมนาย เวรให้ด้วย เจ้าทั้งสองจงตั้งจิตอธิษฐานขอขมาบาปภายใน 3 วันนับจากนี้
มนุษย์ที่อยู่ในโลกทุกวันนี้ เข้าใจไปว่าการกระทำความผิดใหญ่หลวง จึงจะถือว่ามีบาปมีกรรมแท้จริงแล้วต่อให้ไม่ได้ทำความผิดใหญ่หลวงแต่ทว่าทุก วันๆ ทำสิ่งผิดๆอย่างละนิดอย่างละหน่อยอยู่เป็นอาจิณ นานวันเข้ากรรมนั้นก็พอจะพอกพูนสะสมจนวกกลับมาทำร้ายบุคคลผู้นั้นเอง
ในทางกลับกัน มิใช่ว่าต้องสร้างวีรกรรมความดีอันยิ่งใหญ่เสียก่อนจึงจะถือว่าเป็นมหากุศล บารมี ขอเพียงแต่ให้มนุษย์เพียรพยายามกระทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงามอยู่เป็นประจำ แม้ว่าจะเป็นความดีในเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม นานวันเข้าในบั้นปลายก็ย่อมจะได้เสวยบุญใหญ่มีมหากุศลเช่นกัน กลัวแต่มนุษย์ทั้งหลายจะไม่ยอมทำความดีให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอเท่านั้น
ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติธรรม สร้างแต่กรรมดี เปรียบเสมือนเป็นผู้ที่ได้พำนักอยู่ในสวนบุปผาชาติ อันตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์จิตใจของบุคคลผู้นั้นย่อมพบ แต่ความรื่นรมย์สงบเยือกเย็น มันช่างปลอดโปร่งโล่งเยบาสบาย เป็นอิสระสุขใจอย่างหาที่เปรียบมิได้
ตรงกันข้าม ผู้ที่สร้างแต่บาปกรรมเลวร้ายก็เปรียบเสมือนบุคคลผู้นั้นต้องเข้าไปอยู่ในดง หนามที่แหลมคมจะทำอะไรก็ไม่อิสระ แม้แต่จะขยับเขยื้อนก้าวไปทางไหนก็ต้องหวาดผวาต้องคอยหลบๆซ่อนๆอย่างไม่สงบ สุข มันช่างเป็นทุกข์อย่างเหลือที่จะพรรณนา
เราอยากถามท่านทั้งหลายว่า ระหว่างสวนบุปผาชาติที่รื่นรมย์กับดงหวากหนามแหลมคม พวกท่านจะเดินเข้าไปในที่แห่งใด
มีบาปหนากรรมหนัก ก็สืบเนื่องจากการสะสมไว้ซึ่งความผิดเล็กๆน้อยๆมาตลอด
บุญกุศลยิ่งใหญ่ ก็บังเกิดขึ้นจากการสะสมคุณงามความดีทีละเล็กละน้อยอย่างสม่ำเสมอ
ขอเตือนท่านทั้งหลาย จงอย่ากระทำในสิ่งที่ละอายใจ
จงเร่งรีบสร้างสมบุญกุศล ปฏิบัติธรรมให้รุดหน้าเถิด

ไม่อยู่ในศีลพระโอวาทองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม

กรรมกงกรรมเกวียน
หมุนเวียนตอบสนอง เป็นสัจจะธรรมจริงแท้
มนุษย์โลกทั้งหลาย จงอย่าได้ประมาท
ผู้โดหลงผิดคิดเองว่า ดี-ชั่ว บาป-บุญ ไร้ผลตอบสนอง
ไม่ช้าไม่นานจะต้องประสบพบพานด้วยตัวเอง
เรื่อง “เหตุต้น ผลกรรม” ท่านทั้งหลายอย่าได้ดูแคลน เย้ยหยันว่าเป็นเรื่องเหลวไหล บางคนในชาตินี้ก่อกรรมทำชั่วไว้มากมาย แต่จวบจนกระทั่งถึงวันตาย ก็ยังไม่ได้รับผลกรรมตอบสนอง จึงทำให้หลายๆ คน คิดไปว่า คนชั่วช้าเลวทรามมีอายุยืนและร่ำรวย! ความคิดผิดเห็นผิดเช่นนี้ เป็นมูลเหตุของอกุศลจิต คิดต่อต้านการสร้างความดี และเที่ยวโพนทะนาป่าวประกาศไปต่างๆ ว่า
“คนเราไม่จำเป็นที่ต้องมีใจกุศลดีที่ไหนมาตอบแทน สู้ทำอะไรๆสามที่ใจชอบจะดีกว่า ไม่ต้องไปคำนึงว่า มันจะผิดชอบชั่วดีอย่างไร ทำทุกอย่างให้ตัวเองได้เสพสุขมากที่สุดตอนยังมีชีวิตอยู่จะดีกว่า”
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังดูหมิ่นเหยียดหยามว่า
“พวกที่ถือศีลกินเจล้วนแต่โง่งมงาย หาเรื่องเอากฎข้อบังคับมาตีกรอบตัวเองให้ชีวิตไม่สุขสบาย จะทำอะไรๆตามที่ใจตัวเองก็ไม่ได้..”
ข้ออ้างเหล่านี้มีตนจำนวนมาก ได้ยินได้ฟังแล้วก็รูสึกคล้อยตามเห็นดีเห็นงามว่ามีเหตุมีผลดี! แต่แท้จริงแล้ว คนชั่วที่จะได้รับผลกรรมตอบสนองให้เห็นทันตาในชาตินี้มีไม่มากนัก ต้องรอรับผลกรรมตอบสนองให้เห็นทันตาในชาตินี้มีไม่มากนัก ต้องรอวันเวลาสักระยะหนึ่งผลจึงจะปรากฏ อนิจจา..กว่าจะถึงวันนั้นผู้คนทั้งหลายก็หลงลืมกรรมเก่าที่เขาเคยสร้างสมเอา ไว้เสียแล้ว จะมีสักกี่คนที่คอยติดตามดูไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตว่า เหล่าคนชั่วจะได้รับผลกรรมตอบสนองอย่างไรบ้าง นอกเสียจากว่าจะมีบางคนซึ่งถูกทำร้ายอย่างหนัก จนไม่อาจลืมความเค้น แน่นอนเหลือเกินพวกเขาจะต้องเฝ้าติดตามคนเลวๆเหล่านั้นไปตลอดชีวิตทุกภพทุก ชาติ
แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปแล้ว เมื่อเหตุการณ์เรื่องราวทั้งหลายผ่านไป ความทรงจำก็จะค่อยๆถูกลบเลื่อนไปตามกาลเวลาดังนั้นในโลกนี้คนที่จะสนใจศึกษา ค้นคว้าถึงเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องบุญเรื่องบาปอย่างจริงจังนั้นมีน้อยมาก
ตรงกันข้ามพวกที่ขอบก่อกรรมทำชั่วกลับผุดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆราวกับต้นหญ้า ในฤดูฝน ด้วยเหตุฉะนี้เอง สภาพการณ์ของสังคมในโลกปัจจุบัน นานเข้าก็ยิ่งเสื่อมทรามลง จิตใจของคนนับวันก็ยิ่งตกต่ำลงตนยากจะเยียวยารักษาเสียแล้ว
แม้ว่าเรื่องของกฎแห่งกรรม จะไม่สามารถหยิบยกนำมาให้เห็นได้ เหมือนดังหยิบเอาก้อนวัตถุสิ่งของมาอ้างอิง สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อก็จงอย่ากล่าวหาว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไม่จริง เพราะอย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกลงโทษทัณฑ์อันเนื่องมาจากสร้าง บาปไปโดยไม่รู้ตัว
อาศัยตาเนื้อของปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ย่อมไม่สามารถจะไปรู้เห็นถึงความเป็นมาหรือมองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงผลลัพธ์ ของกรรมที่จะตอบสนองได้ ทั้งนี้ก็เพราะกรรมบางอย่างส่งผลตามทันในชาตินี้แต่มีกรรมบางประเภทที่กว่า จะให้ผล บุคคลผู้กระทำต้องไปเกิดเป็นสัตว์หลายๆชาติ หรือรอคอยเป็นเวลาหลายร้อยปี ผลกรรมชั่วจึงตามมาถึงก็มี
ฉะนั้น มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ต่างตกอยู่ในห้วงวัฏฏะสงสาร ต้องเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จักจบจักสิ้น มีใครที่จะจดจำอดีตชาติของตนเองหรือขอคนอื่นว่า ต่างได้เคยกระทำสิ่งใดกันมาแล้วบ้าง และแน่นอนเหลือเกินว่าการที่ต้องมารับผลกรรมต่างๆในชาตินี้นั้น ก็หาได้รู้ซึ้งถึงมูลเหตุความเป็นมาไม่
เช่นนี้แล้ว สาธุชนผู้เห็นภัยในวิบากกรรม จึงใช้วิธีกราบวิงวอนของพระเมตตาจากองค์พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ให้โปรดชี้แนะไข ความหลังกรรมเก่าแต่ปางก่อนในอดีตชาติของตน ว่าได้เคยกระทำสิ่งใดไว้บ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้แก้กรรมตัวนั้นให้หมดสิ้นและหลุดพ้นไปได้
ดังนี้เราจึงกล่าวเตือนปุถุชนทั้งหลายว่า สิ่งที่ตาเนื้อมองไม่เห็นจงอย่าคิดว่าเป็นเรื่องหลอกลวงไม่มีจริง จงอย่าได้พูดพล่อยๆไม่ยั้งคิด โดยมิได้รู้ซึ้งถึงกฎแห่งกรรมเพราะนั่นเท่ากับเป็นการสร้างบาปอย่างใหญ่หลวง ให้กับตัวเองไปตลอด
บัดนี้เราใคร่จะหยิบยอตัวอย่างในเรื่องของกฎแห่งกรรมที่ส่งผลข้ามชาติ มาให้พวกท่านได้ฟังสักหนึ่งเรื่อง ... เป็นเวลาราว 300 ปี ล่วงมาแล้ว บนผืนแผ่นดินจีน มีชายผู้หนึ่งได้เข้าบวชเรียนศึกษาพระธรรม รักษาศีลกินเจมาตั้งแต่เยาว์วัย ตราบจนกระทั่งเตอบโตเป็นผูใหญ่จึ่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านก็ได้ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยด้วยดี
อยู่มาวันหนึ่ง ...พระภิกษุรูปนี้เดินผ่านตลาดขายเนื้อสัตว์กลิ่นของเนื้อสัตว์ตุ๋นทำให้ ท่านเกิดความอยากลิ้มลองจึงได้แอบซื้อกลับไปวัดพร้อมกับหลบซ่อนฉันเนื้อตุ๋น นั้นแต่เพียงลำพัง ไม่ให้ใครรู้เห็น
แต่ทว่าเพียงไม่กี่วันต่อมา..ตามร่างกายและใบหน้าของหลวงจีนรูปนี้ก็ปรากฏมี ฝีผุดขึ้นเต็มไปหมด ฝีเม็ดบวมเป๋งด้วยน้ำหนอง สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวเข้าไปถึงกระดูกและตับไตไส้พุงทั้งหมด! ท่านได้ให้ลูกศิษย์วัดไปเชิญนายแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากมายมาดูอาการ แต่ไม่ว่าแพทย์คนใดมาตรวจแล้ว ก็ได้แต่ส่ายหน้าหมดปัญญาจะเยียวยารักษา ทำให้พระสงฆ์ผู้ไม่อยู่ในศีลต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
โดยจิตสำนึกของหลวงจีน ท่านก็รู้อยู่แก่ใจถึงสาเหตะของฝีร้ายที่เกิดขึ้น ว่าเป็นเพราะการผิดศีลแอบไปกินเนื้อนั่นเองด้วยความสำนึกผิดและละอายใจอย่าง ยิ่ง ท่านจึงเข้าไปคุกเข่ากราบวิงวอนขอขมาบาปต่อเบื้องหน้าองค์พระประธานในวิหาร พร้อมกับตั้งใจสวดพระไตรปิฎกเพื่อชำระกรรม
ตกกลางดึกคืนนั้นหลวงจีนได้ฝันว่ามีดวงวิญญาณชายฉกรรจ์ 18 นาย มายืนจ้องเขม็งที่ตัวท่านท่าทางโกรธแค้นมาฆาตราวกับจะรุมกินเลือดกินเนื้อ ดวงวิญญาณเหล่านั้นได้ประกาศว่า “พวกข้ารอคอยเจ้ามานานกว่า 300 ปีแล้ว ในอดีตชาติเจ้าเคยเป็นหัวหน้ากองทหาร พลทหารลูกน้องของเจ้า 2 นายได้ไปข่มขืนหญิงชาวบ้าน เมื่อเกิดเป็นคดีฟ้องร้อง เจ้าผู้เป็นหัวหน้านอกจากไม่ได้เอาใจใส่ให้ความเป็นธรรมแล้ว กลับลุแก่โทสะสั่งประหารพวกข้าทั้ง 18 คน ให้ตายไปตามกันทั้งที่พวกข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกข้าเฝ้าติดตามตัวเจ้ามาจนพบในชาตินี้ พอถึงเวลาที่พวกข้าจะคิดบัญชีสะสางหนี้แค้น เจ้าที่หลบเลี่ยงเข้าไปบวชอยู่ใต้ร่มกาสาวพัตร์ของพระพุทธองค์เสียตั้งแต่ เป็นเด็กด้วยรัศมีธรรมแห่งศีลอัน บริสุทธิ์เป็นเกาะคุ้มครองอยู่รอบกายพวกข้าแม้จะเต็มไปด้วยความเครียดแค้นก็ ไม่อาจทำอันตรายใดๆ แก่เจ้าได้
แต่ไม่กีวันที่ผ่านมา..เจ้าได้ล่วงละเมิดศีล ประพฤติผิดต่อพระธรรมวินัย ตามใจกิเลสแอบลักลอบเสพเนื้อสัตว์ รังสีรอบกายเจ้าเกิดเป็นช่องโหว่ เปิดทางให้พวกข้าเข้าประชิดถึงตัวเจ้าได้ ผลจึงปรากฏเป็นดังสภาพที่เจ้าประสบอยู่ในเวลานี้นี่แหละ!
แต่ถึงอย่างไรเห็นแก่ที่เจ้ามีใจถือศีลกินเจมามานและด้วยพระบารมีสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้ากราบอ้อนวอนขอให้ปกปักษ์รักษาพวกข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า ไว้ชั่วคราว จากนี้ไปเป็นเวลา 3 ปีให้เจ้าหมั่นเพียรประกอบกรรมดีสร้างสมบุญกุศลให้มาก หาไม่แล้วพวกข้าจะกลับมาจัดการกับเจ้าอีก!
นับจากคืนนั้นเป็นต้นมา อาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมานด้วยโรคฝีร้ายก็ทุเลาลงและค่อยๆจางหายไปในที่สุด อนิจจา!..น่าเสียดายที่พระภิกษุรูปนี้ไม่ตระหนักในเรื่องของหนี้สินเวร กรรมอย่างท่องแท้จึงตกอยู่ในความประมาท เมื่อหายจากโรคภัยไข้เจ็บก็หลงลืมสิ้นวันๆผ่านไปประพฤติปฏิบัติธรรมสักแต่ ว่าขอไปที มิได้หมั่นสร้างสมบุญกุศลอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวรอย่างตั้งใจจริง จวบจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็ม
วันหนึ่งขณะที่พระภิกษุผู้นี้ออกจากวัด ระหว่างเดินทางลงจากเขาก็ได้ถูกกองทหารแปลกหน้าจำนวน 18 คน กรูเข้ารุมทำร้ายจนถึงแก่มรณภาพอยู่กลางป่า โดยที่ร่างกายของพระภิกษุรูปนี้ถูกฟันขาดออกจากกันถึง 18 ท่อน!