Friday

ไอน์สไตน์ถามพระพุทธเจ้าตอบ

บทที่สี่
พรมแดนสุดท้าย (The Final Frontier)

          ผู้ที่เป็นแฟนของนิยายวิทยาศาสตร์ science fiction เช่น เรื่อง สตาร์ เืทร็ค  Star Trek อันเป็นเรื่องราวของการท่องจักรวาลนั้น มักจะได้ยินคำ ๆ หนึ่งที่ใช้กันบ่อย คือ พรมแดนสุดท้าย หรือ The final frontier ถึงแม้นิยายวิทยาศาสตร์เหล่านี้จะเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน จินตนาการของมนุษย์ก็ตาม มันก็แสดงให้เห็นถึงความคิดหนึ่งของมนุษย์ที่เชื่อว่า มีสิ่ง ๆ หนึ่ง หรือ สภาวะหนึ่ง ที่เป็นที่สุดของพรมแดน เป็นสภาวะที่ไม่มีอะไรไปเหนือมันได้อีกแล้ว ฟังดูแล้วก็ไม่ต่างจากสภาวะของสัจธรรมอันสูงสุดนั้นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหาอยู่เสมอในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ มนุษย์ทุกคนล้วนรักตัวกลัวตาย
เพราะกลัวการสาบสูญอย่างสิ้นเชิง กลัวความไม่แน่นอนในสรรพสิ่งนี้เอง จึงเป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่จำเป็นต้องหาที่พึ่ง หาคำตอบให้แก่ชีวิต ต้องการรู้สิ่งที่แน่นอน มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอมตะ เพื่อมนุษย์จะได้พึ่งพาสิ่งนั้น ๆ แม้เพียงการแสวงหาสิ่งที่เป็นอมตะนี้ ก็ทำให้มนุษย์มีความหวังแล้ว
นี่ เป็นเหตุผลใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังทฤษฎีสรรพสิ่งที่ไอน์สไตน์ถึงกับทุ่มเท ชีวิตช่วงยาวนานของเขาแสวงหา การค้นพบกลศาสตร์ควอนตัมของไอน์สไตน์เท่ากับยอมรับในความไม่แน่นอนของสรรพ สิ่งหรือยอมรับในความเป็นอนิจจังของทุกสิ่งซึ่งเหมือนกับบทสรุปของ ไฮเซนเบิร์กที่พูดว่า

ไม่มีสิ่งเที่ยงแท้ถาวรอันติมะในธรรมชาติ There is no final certainty.

นี่เป็นบทสรุปที่ไอน์สไตน์ไม่ยอมรับและทำให้นักฟิสิกส์มากมายนอนไม่หลับ แม้หลับก็ฝันร้าย  เพราะความฝันอันสูงสุดของพวกเขาคือ การแสวงหาความจริงในธรรมชาติที่มนุษย์พึ่งพาได้นั่นเอง ไอน์สไตน์ถึงยอมใช้เวลา ๓๐ ปีเพื่ออ่านความคิดในเรื่องการสร้างโลกและชีวิตของพระเจ้า เพื่อเขาจะได้เจาะเข้าไปถึงแก่นของสัจธรรม และสามารถแปรมันออกมาในรูปของคณิตศาสตร์ที่เขาและเพื่อน ๆ ชาวฟิสิกส์ของเขาเข้าใจได้ดีขึ้นนั่นเอง

ความจริงอยู่ข้างนอกโน่น
          นักดาราศาสตร์รวมทั้งนักจินตนาการนิยายทางวิทยาศาสตร์มักคิดว่า พรมแดนสุดท้ายของจักรวาลน่าจะอยู่ในอวกาศ อยู่ที่ขอบริมสุดอันเป็นพรมแดนปลายสุดของจักรวาลจริง ๆ ดังที่ชอบพูดกันในนิยายทางวิทยาศาสตร์ว่า

ความจริงอยู่ข้างนอกโน่น The truth is out there!

 จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่มนุษย์มีความปรารถนาและใฝ่ฝันที่จะท่องเที่ยวไปในอวกาศเพื่อหาประสบการณ์ ข้อมูล และความจริงที่อยู่นอกโลกด้วยความหวังว่า ข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจดาวเคราะห์ดวงที่สามในระบบสุริยะจักรวาลนี้ได้ดีขึ้น หรือ พูดให้กระชับคือ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจชีวิต หรือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม consciousness ที่ลึกลับนี้ รวมทั้งการพยากรณ์อนาคตของมนุษย์และพื้นพิภพที่มนุษย์กำลังอยู่นี้ด้วย

สัจธรรมคือตัวต่อตัวสุดท้าย
 ไม่ว่าจะนำหัวข้ออะไรขึ้นมาพูดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุผล มักไม่พ้นที่จะวกกลับมาสู่เรื่องสัจธรรมอันสูงสุดเสมอ เพราะนี่เป็นตัวต่อตัวสุดท้าย the missing link ของทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้รวมทั้งจักรวาลอื่นถ้าหากมีอยู่ ภาพทั้งหมดของชีวิตและจักรวาลจะชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถวางตัวต่อตัวสุดท้ายลงเท่านั้น หรือเมื่อพบสัจธรรมอันสูงสุด หรือเมื่อพบพรมแดนสุดท้ายของจักรวาลนั่นเอง
          อย่าง ไรก็ตาม คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า พรมแดนสุดท้ายของจักรวาลหรือของชีวิตอยู่ภายนอกโน่น อยู่ที่การใช้ชีวิตทั้งหมดของคุณท่องไปในอวกาศเพื่อหาสัจธรรมนี้ คุณจำเป็นต้องถามคำถามนี้อย่างจริงจัง และให้ความสนใจในสิ่งที่ดิฉันจะพูด เพราะนี่อาจจะเป็นข้อมูลที่ช่วยประหยัดเวลาของคุณได้มากมายทีเดียว

ในความเห็นของดิฉันแล้ว สามัญสำนึก common sense บอกดิฉันว่า หากคุณไม่สามารถหาสัจธรรม ณ ตรงที่คุณอยู่นี้ละก็ คุณคิดว่าคุณจะไปหาที่ไหนได้พบหรือ หากคุณนับถือพระเจ้า ก็ต้องพูดว่า ถ้าคุณไม่สามารถเข้าถึงพระเจ้าของคุณในขณะนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้แล้วละก็ คุณคิดว่าคุณจะไปหาพระเจ้าได้ที่ไหนหรือ
นี่ึคือเหตุผลของการเขียนบทความนี้ ดิฉันชอบวลี พรมแดนสุดท้าย ที่สามารถใช้แทนคำว่า สัจธรรมอันสูงสุด เพราะ เป็นเรื่องที่ดิฉันสามารถใช้อธิบายสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงสัจธรรมอันสูงสุดหรือพระเจ้าได้ คุณจะเห็นชัดเจนว่า การแสวงหาสัจธรรมของนักวิทยาศาสตร์ ของนักดาราศาสตร์ไปเดินผิดพลาดที่ตรงไหน

ยอมรับว่า สัจธรรม มีอยู่
          สิ่งแรกที่คุณต้องยอมรับคือ สัจธรรมสูงสุดในธรรมชาติมีอยู่ ยอมรับว่าพระพุทธเจ้าได้ค้นพบแล้วในคืนที่ท่านตรัสรู้ ซึ่งท่านเรียกสภาวะอันติมะนี้ว่า พระนิพพาน ภาษาของนักดาราศาสตร์ หรือ นักจินตนาการนิยายวิทยาศาสตร์ คือ พรมแดนสุดท้ายของจักรวาล พระนิพพานไม่ได้จำกัดอยู่แต่กลุ่มบุีีคคลที่สนใจศาสนาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องโดยตรงของมนุษย์ทุกคน มนุษย์จึงแสวงหาโดยที่ตนเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าสิ่งที่ตนต้องการค้นพบคือสัจธรรมหรือพระนิพพาน หน้าที่ของดิฉันคือ นำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมโยงให้คุณรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  ฉะนั้น เรื่องพระนิพพานจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ ไม่ใช่เป็นทางเลือกอย่างที่คนชอบคิดหรือเป็นเรื่องมักใหญ่ใฝ่สูงแต่อย่างใดเลย เพราะถ้าไม่รู้เรื่องนี้แล้ว เราจะไม่รู้อะไีรได้อย่างแท้จริงเลย  แม้มีความรู้ท่วมหัวก็เอาตัวไม่รอดดังที่เห็น ๆ กันอยู่
ดัง ที่คุณทราบแล้วว่าดิฉันได้ใช้คำและวลีหลากหลายเพื่อใช้เรียกคำว่า สัจธรรมอันสูงสุด สองวลีที่ดิฉันอยากนำมาเชื่อมโยงให้คุณเห็นชัดเจนในบทความนี้คือ ผัสสะบริสุทธิ์ กับ พรมแดนสุดท้าย เพื่อคุณจะได้รู้ว่า พระนิพพานหรือพระเจ้าในฐานะที่เป็นสัจธรรมอันสูงสุดไม่ใช่เรื่องไกลตัวถึง ขนาดต้องไปหาในอวกาศแต่อย่างใดเลย แต่อยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ นี่เอง   

ทุกคนเป็นศูนย์กลางจักรวาลของเขา
          ในบทก่อนดิฉันได้พูดว่า ก้อนความรู้สึกตัวที่กายเนื้อห่อหุ้มมันมาเมื่อคลอดจากท้องมารดานั้น เป็นสิ่งเดียวกับจักรวาล จักรวาลมีอยู่เพราะเรามีความรู้สึกตัว consciousness นั่นเอง สมมุติว่า ดิฉันเกิดหมดสติไป ๗ วัน โลกภายนอกหรือจักรวาลของดิฉันก็ดับไป ๗ วันเช่นกัน ในช่วงนั้น จักรวาลจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับดิฉันเลย แม้มันจะยังมีอยู่ คงอยู่สำหรับคุณก็ตาม โลกและจักรวาลจึงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนหลับสนิท คนหมดสติ คนอยู่ในอาการโคม่า และ คนตาย เพราะความรู้สึกตัวของเขาหายไป 
ฉะนั้น หากดิฉันจะสรุปว่า ทุกคนล้วนเป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็ย่อมไม่ผิดหลักเหตุผลแต่อย่างใด เพราะหากคุณไม่มีความรู้สึกตัวละก็ จักรวาลก็ไม่มีอยู่เช่นกัน เพราะมีความรู้สึกตัว หรือมีตัวใจ นี่เอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเราจึงทำงานได้ มันกลายเป็นสะพานเปิดโอกาสให้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เดินเข้ามาในใจของเรา มาให้ ตัวใจ หรือ ความรู้สึกตัว ของเราได้รับรู้ ชีวิต โลกและจักรวาลจึงเกิดขึ้น ตื่น มีอยู่ ณ จุดนั้นเอง [1]
ใจ หรือ ความรู้สึกตัวนี้ ภาษาทางธรรมเรียก วิญญาณขันธ์ ซึ่งเป็นขันธ์สุดท้ายของขันธ์ ๕ อันเป็นส่วนประกอบฝ่ายที่ไม่มีรูปร่าง (นาม) ของร่างกายและจิตใจมนุษย์ ดิฉันได้เรียกขันธ์นี้ว่า ตัวใจ หรือ ตาใจ แทนคำว่า ใจ เฉย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเปรียบเทียบต่าง ๆ ที่นำเข้ามาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งภาษาของดิฉันคือ การพาตัวใจกลับบ้าน เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น[2] 
ขอให้ดูรูปข้างล่างนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นความแตกต่างของขันธ์ ๕ หรือ ร่างกายจิตใจระหว่างคนที่ตัวใจทำงานกับตัวใจไม่ทำงาน 


ภาพที่ ๑  
ตัวใจ --à จิต --à ตัวกาย = มีชีวิต = มีจักรวาล
เขียนภายใต้ภาพว่า ขันธ์ ๕ หรือ ร่างกายจิตใจ ของคนที่ไม่ได้นอนหลับสนิท ไม่ได้หมดสติ ไม่ได้อยู่ในอาการโคม่า และไม่ได้ตายเป็นเช่นนี้ จึงรับรู้โลกและจักรวาล จึงมีชีวิต

ภาพที่ ๒
                   ตัวกาย = ไม่มีชีวิต = ไม่มีจักรวาล
เขียนภายใต้ภาพว่า คนหลับสนิืท คนหมดสติ คนที่อยู่ในอาการโคม่าและ คนตายนั้น ความรู้สึกตัว หรือ ตัวใจ ไม่ทำงาน แม้ร่างกายยังทำงานอยู่(ยกเว้นคนตาย) แต่ก็เหมือนไม่มีชีวิต ไม่สามารถรับรู้โลกและจักรวาล    ถึงแม้โลกและจักรวาลจะยังมีอยู่สำหรับคนอื่น ๆ แต่ไม่มีอยู่กับผู้ที่อยู่ในสี่อาการนี้

 จากการดูภาพข้างบนนี้ คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตัวใจหรือความรู้สึกตัวของมนุษย์นี้เป็นตัวกำหนดให้ มีชีวิต หรือ ไม่มีชีวิต การหายใจและการทำงานของร่างกายไม่ได้เป็นตัวตัดสิน การมีชีวิต ที่แท้จริง  เพราะตัวใจทำงาน จึงก่อให้เกิดหน่วยงานของการรับผัสสะทั้งหมด the whole network of perceptions ชีวิตจึงเกิด  และทำให้ทารกเป็น ๆ ต่างจากเด็กทารกที่ตายตั้งแต่คลอด ถึงแม้เด็กที่ตายตั้งแต่คลอดล้วนมีสะพานอันคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่เมื่อไม่มีตัวใจ หรือ ความรู้สึกตัวแล้วละก็ สะพานเหล่านี้ก็เหมือนสะพานหักที่ไม่มีประโยชน์ ไม่สามารถเชื่อมจักรวาลภายนอกกับจักรวาลภายในให้พบกันได้  จึงไม่มี วิถีชีวิต และ การดำรงอยู่ของชีวิตประจำวัน ฉะนั้นคุณจะเห็นได้ว่า ตราบใดที่ไม่มี ตัวใจ หรือ ความรู้สึกตัว แล้วละก็ การรับผัสสะจะไม่มี จักรวาลจึงดับวูบลงทันที

คุณเห็นหรือยังว่า การพูดว่า มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นศูนย์กลางจักรวาลของตนเองนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องผิดหลักเหตุผลแต่อย่างใดเลย ถึงแม้จะเป็นการสรุปที่โลกแห่งวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับก็ตาม ดิฉันก็ไม่คิดว่าสำคัญ เพราะบทสรุปของนักดาราศาสตร์ที่เนื่องกับจักรวาลในบัดนี้ก็ยังเป็นความจริงในระดับสัมพัทธ์เท่านั้น ไม่ใช่ความจริงสุดยอดในระดับอันติมะ ultimate ในอนาคต หากการเดินทางอวกาศทำได้ง่ายขึ้นแล้ว มีเครื่องมือที่ก้าวหน้าและฉลาดมากกว่ายุคสมัยนี้ การค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ย่อมมีมากขึ้น ฉะนั้น บทสรุปของนักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์เกี่ยวกับโลกและจักรวาลที่เราอยู่นี้ อาจจะต้องเขียนใหม่หมดก็เป็นได้เหมือนความรู้และประวัติศาสตร์อื่น ๆ ที่ต้องแก้ไขกันอยู่เสมอเมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ฉะนั้น การวิเคราะห์ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลในแนวนี้จึงควรเป็นแนวทาง ที่ได้รับการสนับสนุน เพราะทำให้ความรู้เรื่องจักรวาลกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก พร้อมทั้งแก้ปัญหาชีวิตได้ด้วย

เข้าใจผัสสะ เข้าใจจักรวาล
  เพราะมีความรู้สึกตัว หรือ มีตัวใจ อายตนะภายในทั้ง ๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงทำงาน จึงก่อให้เกิดการรับผัสสะ   ขอให้ดูสมการข้างล่างนี้

ความรู้สึกตัว (ตัวใจ) = การรับผัสสะ = ชีวิต = โลกและจักรวาล     

คุณจะเห็นได้ว่า หากเราสามารถเข้าใจเรื่องการรับผัสสะ perceptions ของเราแล้วละก็ เราจะสามารถเข้าใจชีวิตและจักรวาล ฉะนั้น การที่จะหาพรมแดนสุดท้ายของจักรวาล หรือ สัจธรรมอันสูงสุดพบหรือไม่นั้นอาจจะขึ้นอยู่ที่ความเข้าใจเรื่องการรับผัสสะ ของเราก็ได้ The issue of finding the final frontier as the ultimate truth depends entirely on the understanding of our perceptions.  
สิ่งเหล่านี้คือประเด็นที่ดิฉันอยากพูดในบทความนี้ ดิฉันจะเริ่มเชื่อมคำและวลีต่าง ๆ ที่คุณได้คุ้นเคยแล้วในหนังสือเล่มนี้เพื่อให้คุณเห็นว่า ความรู้สึกตัวของเรากับการรับผัสสะนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเดินทางไปถึงพรมแดนสุดท้ายของจักรวาลได้อย่างไร สิ่งที่ดิฉันสรุปย่อมตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ของดิฉันในสภาวะสัจธรรมอันสูงสุดที่ดิฉันได้เห็นแล้ว จึงมีความมั่นใจที่จะสรุปเช่นนี้ได้

ความรู้สึกตัวบริสุทธิ์ = ผัสสะบริสุทธิ์ = ถึงพรมแดนสุดท้าย = ถึงสัจธรรมสูงสุด = กำลังเคลื่อนไปพร้อมกับที่นี่ เดี๋ยวนี้

ความรู้สึกตัวไม่บริสุทธิ์ = ผัสสะไม่บริสุทธิ์ = ไม่ถึงพรมแดนสุดท้าย = ไม่ถึงสัจธรรม = ติดอยู่ในกล่องความคิดของอดีตและอนาคต

แนะนำจุด ก, ข, ค
          เพื่อให้คุณเห็นความสัมพันระหว่างการรับผัสสะกับความคิดของมนุษย์ ดิฉันจะอธิบายด้วยภาพประกอบ จึงขอแนะนำจุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน
1.     จุด ก  คือ ตำแหน่งที่คุณกำลังอยู่ จะเป็นการนั่ง เดิน ยืน นอน ก็ได้ จึงเป็นตำแหน่งที่คุณกำลังใช้ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง ของคุณ เพื่อรับผัสสะ perceiving sense objects    
2.     จุด ข    จะสมมุติให้เป็นกระดาษแข็งสีขาวก่อน ซึ่งสามารถคงความเป็นกระดาษเปล่า ๆ เมื่อมีการรับผัสสะบริสุทธิ์ หรือ สามารถกลายเป็นประตูเปิดเข้าไปสู่ท่อแห่งความคิดเมื่อการรับผัสสะไม่บริสุทธิ์ จุด ข  จึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณกำลังรับรู้ หรือ รับผัสสะอยู่ the objects of your perceptions เช่น คนรักที่กำลังยืนเบื้องหน้าคุณ รูปที่ติดอยู่ฝาผนัง ต้นไม้ ภาพของดวงดาวระยิบระยับในท้องฟ้า เสียงเพลงโปรดของคุณ กลิ่นกาแฟ กลิ่นปลาเค็ม รสมะนาว หรือ ความรู้สึกคมแหลมของเปลือกทุเรียน หรือ ความรู้สึกที่อ่อนนุ่มของผิวหนังเด็ก ซึ่งเมื่อพูดรวมกลุ่มแล้ว กระดาษแข็งสีขาวนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสของคุณนั่นเอง  
3.     จุด ค   สมมุติเป็นท่อกระดาษแข็งยาว ๑๐ นิ้ว จะสมมุติให้มันเป็นการใช้ความคิดของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการแสวงหาและสะสมความรู้ทางโลก intellectual knowledge ซึ่งขบวนการแสวงหาความรู้ทางโลกเริ่มตั้งแต่การรับผัสสะ (perception) การเฝ้าสังเกตการณ์ observation การสำรวจ exploration วิจัย research บันทึกเหตุการณ์ recording ข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยวิธีการของการใช้เหตุผล reasoning และ ตรรกะ logic จนกระทั่งมีการสรุปออกมาเป็น ข้อเท็จจริง facts และ ความจริง truth พูด ง่าย ๆ ก็คือ ท่อกระดาษยาวสิบนิ้วนี้เป็นตัวแทนของการหาวิชาความรู้ทางโลกโดยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้ความคิดและการผลิตความคิดเป็นแกน หลัก

รูปข้างล่างนี้แสดงให้เห็นถึงตำแหน่ง ก,ข,ค ดังกล่าว

วาดรูป ที่ ๓ ที่แนบมา




มีการรับผัสสะสองชนิด Two types of perceptions
  ทีนี้ เรามาดูวิธีการรับผัสสะของมนุษย์ เมื่อคุณยืนอยู่ ณ จุด ก และมองไปที่จุด ข หรือ แผ่นกระดาษสีขาว  สิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ คุณสามารถรับผัสสะได้สองวิธี คือ
๑.                               ประสบการณ์โืท คือ ทันทีที่ตาเห็นลูกกลม ๆ ลูกหนึ่ง  จะมีเสียงก้องอยู่ในหัวของคุณทันทีว่า ลูกบอล หรือ คุณได้ยินเสียง คุณก็ได้ยินเสียงในหัวพูดว่า เออ เพลงนี้เพราะดี หรือ คุณได้กลิ่น คุณก็ได้ยินเสียงในหัวพูดว่า ใครทอดปลาเค็มอีกแล้ว เป็นต้น เสียงพูดในหัวนั้นก็คือ ความคิดนั่นเอง ดิฉันจะเรียกประสบการณ์รับผัสสะเช่นนี้ว่า ผัสสะไม่บริสุทธิ์ หรือ ประสบการณ์โท
๒.                              ประสบการณ์เอก คือ ทันทีที่ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส ในหัวจะไม่มีเสียงพูด จะเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่คำ ๆ เดียว ถ้าเห็นอะไร ก็เห็นเฉย ๆ เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินเฉย ๆ ได้กลิ่นเฉย ๆ เป็นต้น ประสบการณ์เช่นนี้เรียกว่าการรับผัสสะอย่างบริสุทธิ์ ซึ่งดิฉันจะเรียกว่าประสบการณ์เอก  

เริ่มซับซ้อน
คุณอาจจะเริ่มคิดแล้วว่า ประสบการณ์เอกเป็นเรื่องที่เป็นไม่ได้ มีหรือที่เวลาคุณเห็นสิ่งของ หรือ ได้ยินเสียงแล้วจะไม่มีการพูด การคิดในหัว คุณอาจคิดว่าประสบการณ์เช่นนี้คงจะเกิดกับคนที่สมองฝ่อ ไม่ทำงานแล้วเท่านั้น ที่ฝรั่งเรียก brain dead ตรงนี้แหละ คุณอาจจะเป็นฝ่ายเข้าใจผิดเสียเองก็ได้ ฉะนั้น อย่าเพิ่งคิดว่าดิฉันพูดอะไรเพ้อเจ้อ เพราะประสบการณ์เอกเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ทีเดียว เกิดได้จริงหากมีการฝึกสติปัฏฐานสี่หรือฝึกทักษะเรื่องพาตัวใจกลับบ้านที่ดิฉันพูดเสมอ นี่เป็นภูมิปัญญาลึกซึ้งที่คุณยังเข้าไม่ถึง จึงไม่รู้ว่าประสบการณ์เช่นนี้มีอยู่  อาจารย์สอนวิปัสสนาจะสามารถสอนคุณได้ว่าประสบการณ์เอกนั้นต้องทำอย่างไรและแตกต่างจากประสบการณ์โทอย่างไร คุณอาจจะลองทำเองก็ได้ แต่ดิฉันไม่คิดว่าคุณจะสามารถแยกแยะประสบการณ์ทั้งสองนั้นได้โดยไม่มีคำแนะนำของครูบาอาจารย์ แม้เห็น ๆ อยู่ก็ตาม
ลูกศิษย์ที่ได้มาเรียนรู้เรื่องการพาตัวใจกลับบ้านกับดิฉันจนสามารถเข้าบ้านที่สี่ได้แล้วนั้นจะทราบว่า ประสบการณ์เอกเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เป็นข้อเท็จจริงที่เขาทำได้ ซึ่งในปีหลัง ๆ นี้ดิฉันค่อนข้างมั่นใจว่าประสบการณ์เอกจะต้องเป็นเรื่องที่สอนและถ่ายทอดกันอย่างเห็นหน้ากันเท่านั้น จะด้วยวิธีการอื่นไม่ได้ ฉะนั้น หากคุณยังไม่ได้เรียนรู้กับดิฉันแล้วละก็ คุณอาจจะไม่อยากเห็นด้วย ซึ่งดิฉันต้องขอร้องให้คุณช่วยทำใจโดยแกล้งเห็นด้วยกับดิฉันไปก่อน มิเช่นนั้นแล้ว ดิฉันจะอธิบายต่อไม่ได้

ถึงพรมแดนสุดท้ายทันที
เมื่อใดที่คุณยืนอยู่ ณ จุด ก และมองไปที่จุด ข ด้วยประสบการณ์เอกแล้วละก็ เมื่อนั้นผัสสะของคุณจะบริสุทธิ์  ฉะนั้น คุณได้ถึงพรมแดนสุดท้ายของจักรวาลแล้ว เข้าถึงสัจธรรมแล้ว กำลังเคลื่อนไปกับที่นี่ เดี๋ยวนี้ ถึงนิพพานแล้ว ถึงพระเจ้าแล้ว เรื่องจบทันที หมดเรื่องพูด กรุณาดูรูปข้างล่าง


วาดรูปที่ ๔  

ผู้ รู้จริงทุกท่านจะพูดตรงกันหมดว่า ภูิมิปัญญาที่ลึกซึ้งที่สุดของจักรวาลมีความลึกเท่าผิวหนังคือ ไม่มีความลึกแต่อย่างใดเลย เพราะสัจธรรมอันสูงสุดได้อยู่เบื้องหน้าของทุกคนแล้ว เหมือนการหาคำตอบของปัญหาเชาวน์ ซึ่งคนส่วนมากมักมองข้าม หากไม่มีผู้รู้จริงมาบอก นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการค้นหาสัจธรรมจึงกลายเป็นเรื่องยากมากจนถึงกับต้อง ใช้เวลาทั้งชีวิตหรือโดยหลักศาสนาพุทธก็ต้องเดินทางมาหลายภพหลายชาติ กว่าจะรู้ข้อเท็จจริงนี้ได้  หากพระพุทธเจ้าดำริไม่สอนหลังการตรัสรู้ละก็ คนก็มืดมน ไม่มีทางรู้ข้อเท็จจริงนี้แน่นอน  

ประสบการณ์โท
ที นี้ เราลองมาดูความแตกต่างที่เกิดกับชีวิตของเราเมื่อยืนอยู่ ณ จุด ก และมีประสบการณ์โท ทันที่ที่คุณรับผัสสะและมีความคิดในหัวโดยเรียกสิ่งนั้น ๆ ย่อมหมายความว่าผัสสะของคุณไม่บริสุทธิ์แล้ว ผัสสะของคุณได้ถูกทำให้ด่างพร้อยแล้วโดยความคิดของคุณซึ่งกำลังจะถูกแปลงออก มาเป็นคำพูดในภาษาต่าง ๆ ที่หลากหลาย
ทันทีที่ประสบการณ์โทเกิดขึ้น  เปรียบเทียบได้ว่า กระดาษแข็งสีขาวนั้นได้กลายเป็นประตูที่เปิดได้ และประตูนั้นก็เปิดออกมาเชื้อเชิญให้คุณเข้าไปทันที  คุณก็อดไม่ได้ที่จะละทิ้งจุด ก ที่คุณยืนอยู่และเดินเข้าไปในท่อกระดาษแข็งนั้นซึ่งต่อไปนี้ดิฉันจะเรียกว่าท่อแห่งความรู้ทางโลก the tube of intellect นี่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะทำให้ชีวิตของคุณเรียบง่าย ซับซ้อน ยุ่งเหยิง ทุกข์มากหรือน้อย ก็อยู่ที่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เอง ความอยากรู้อยากเห็น curiosity อยากหาความรู้ทางโลก จึงกลับกลายมาเป็นความมืดมนเสียเอง เพราะส่วนปลายสุดของท่อแห่งความคิดนี้เป็นทางตัน! 

วาดรูปที่ ๕

เมื่อคุณโทกับคุณเอกมองท้องฟ้าในคืนเดือนมืด
          ทีนี้ ดิฉันจะยกตัวอย่างโดยสมมุติให้มีนักศึกษาระดับปริญญาเอกสองคนชื่อคุณเอกและคุณโท ซึ่งทั้งสองคนกำลังทำปริญญาเอกสาขาดาราศาสตร์ และกำลังยืนอยู่ที่จุด ก ทั้งคู่ จะสมมุติต่อว่าคุณโทไม่เคยศึกษาพระพุทธศาสนาและไม่เคยปฏิบัติสติปัฏฐานมาก่อน ในขณะที่คุณเอกศึกษาพระพุทธศาสนาและปฏิบัติวิปัสสนามาหลายปีแล้ว สามารถฝึกทักษะเรื่องการพาตัวใจกลับบ้านจนสามารถเข้าบ้านที่สี่ได้นานสักระยะหนึ่งแล้ว คือสามารถรับผัสสะบริสุทธิ์ได้แล้ว รู้จักสภาวะของประสบการณ์เอกเป็นอย่างดีแม้ทำไม่ได้ตลอดเวลาก็ตาม ส่วนคุณโทยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าผัสสะบริสุทธิ์คืออะไร ต้องทำอย่างไร ยังเป็นทารกในโลกแห่งธรรม
         
สมมุติต่อว่า ที่จุด ก คุณเอกกับคุณโทกำลังยืนอยู่กลางทุ่งกว้างที่ถูกครอบด้วยท้องฟ้าที่มีดาวสว่างระยิบระยับในคืนเดือนมืด ทันทีที่คุณโทหงายหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขาก็ทำเหมือนกับนักดาราศาสตร์ทั่วไปที่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ นั่นคือ ขบวนการใช้ความคิดเริ่มต้นอย่างเป็นธรรมชาติของมันเอง เพราะคุณโทมีความทรงจำมากมายในความรู้ด้านดาราศาสตร์ของเขา จึงเริ่มเรียกชื่อของดาวเคราะห์ที่เด่น ๆ เช่น ดาวศุกร์ ดาวพุธ ดาวอังคาร รวมไปถึงชื่อของดาวฤกษ์และกลุ่มดาวฤกษ์ต่าง ๆ ที่เขารู้จัก คุณโทจะสามารถพูด วิเคราะห์ วิจารณ์ เรื่องเกี่ยวกับดวงดาวในท้องฟ้าได้มากมาย การทำเช่นนี้ของคุณโทจึงเปรียบได้ว่า แม้คุณโทได้ยืนที่จุด ก แต่เพราะเขาดูไปที่แผ่นกระดาษสีขาว (จุด ข) ด้วยประสบการณ์โท กระดาษแผ่นสีขาวนั้นจึงกลายเป็นประตูเปิดออกทันที ซึ่งเชื้อเชิญให้คุณโทละจากจุด ก เดินเข้าไปในท่อแห่งความรู้ทางโลก หรือ จุด ค นั้นทันที และเขาก็ยืนอยู่ ณ จุด ๆ หนึ่งในท่อแห่งความรู้นี้

วาดรูปที่ ๖
แสดงภาพของคุณโทกำลังยืนอยู่ช่วงกลาง ๆ ของท่อแห่งความคิด


ทางเลือกสองทางกับหนึ่งทาง
          ส่วนคุณเอกนั้น ถึงแม้ว่า เขาจะเป็นนักศึกษาปริญญาเอกสาขาดาราศาสตร์เหมือนคุณโทก็ตาม แต่เป็นเพราะเขาได้ฝึกวิปัสสนา ฝึกทักษะเรื่องการพาตัวใจกลับบ้านจนสามารถรับผัสสะอย่างบริสุทธิ์ได้แล้วแม้จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ก็ตาม อย่างน้อย คุณเอกมีทางเลือกได้สองทาง ณ ตำแหน่ง ก คุณเอกสามารถมองไปที่แผ่นกระดาษสีขาวด้วยประสบการณ์เอกก็ได้ หรือ ประสบการณ์โทก็ได้  คือคุณเอกสามารถมองไปยังท้องฟ้าที่ประดับด้วยแสงดาวระยิบระยับ และมองมันอย่างไม่ต้องใช้ความคิดเลย คือ มองเฉย ๆ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น หรือมีผัสสะที่บริสุทธิ์นั่นเอง ในกรณีนี้ เปรียบเทียบได้ว่า แผ่นกระดาษสีขาวนี้ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นประตูแต่อย่างใด คุณเอกยังสามารถยืนอยู่ที่จุด ก โดยไม่ต้องเข้าไปในท่อแห่งความรู้ทางโลก
          ในขณะเดียวกัน คุณเอกก็ยังมีทางเลือกที่จะใช้ความคิดของเขาได้หากเขาต้องการ นั่นคือ เขาสามารถละจากจุด ก และเดินเข้าไปในท่อแห่งความรู้ ยืนเคียงข้างคุณโท คุยเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวบนท้องฟ้าตามประสาคนเรียนปริญญาเอกในสาขาดาราศาสตร์ด้วยกัน หากถึงจุดหนึ่งที่คุณเอกรู้สึกพอแล้ว ไม่อยากใช้ความคิดมาก พูดมากอีกต่อไป คุณเอกก็สามารถพาตัวใจของเขากลับบ้านได้เช่นกัน ในขณะนั้นเอง คุณเอกก็สามารถกลับมาอยู่ที่จุด ก อีกตามเดิม สามารถกลับมารับผัสสะอย่างบริสุทธ์ โดยมองท้องฟ้าอย่างผ่อนคลาย มองเฉย ๆ ไม่มีเสียงพูดในหัวแม้แต่คำเดียว

วาดรูปที่ ๗ แสดงคุณเอกกำลังรับประสบการณ์เอก หรือ รับผัสสะบริสุทธิ์อยู่ที่จุด ก

วาดรูปที่ ๘ แสดงคุณเอกรับประสบการณ์โท และ กำลังยืนเคียงข้างกับคุณโทในท่อแห่งความคิด หรือ จุด ค


คุณจะเห็นได้ว่าในขณะที่คุณโทมีทางเลือกเพียงทางเดียวคือ การใช้สมอง ใช้ความคิดนั้น คุณเอกมีทางเลือกถึงสองทาง คือ จะใช้สมอง ใช้ความคิดก็ได้ หรือ จะไม่คิดก็ได้ ซึ่งประการหลังเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่คุณโทไม่มี เพราะคุณโทไม่รู้จะหยุดความคิดได้อย่างไร เนื่องจากเขายังไม่เคยรู้เรื่องเป้าหมายของชีวิตและยังไม่เคยฝึกวิปัสสนา จึงไม่รู้ว่า การดูท้องฟ้าเฉย ๆ โดยไม่ต้องใช้ความคิดเป็นประสบการณ์ที่มีอยู่ 

ปัญหาที่ปัญญาชนรู้ดี
          ปัญญาชนล้วนรู้ดีว่า การใช้ความคิดและปล่อยให้ตนเองคิดมากนั้นง่ายกว่าการไม่คิดหรือหยุดคิด ปัญญาชนบางคนอาจจะคิดว่า คงไม่มีประสบการณ์ที่เรียกว่า ทำใจให้นิ่ง ๆ เงียบ ๆ เสียด้วยซ้ำไป เพราะระบบการศึกษาทางโลกล้วนกระตุ้นให้คนคิดมาก คิดเก่ง ซึ่งเห็นเป็นเรื่องดี แต่ไม่ได้สอนเรื่องการหยุดความคิดเมื่อต้องการจะหยุด  ความทุกข์ของคนส่วนมากเกิดเพราะคิดมากและหยุดคิดไม่ได้มากกว่าคิดน้อยและคิดไม่เป็น คนคิดน้อยจะทุกข์น้อยกว่าคนคิดมาก ปัญหาสังคมจึงเกิดเมื่อคนคิดมากในเรื่องที่เจ็บปวด เป็นทุกข์  แล้วหยุดคิดไม่ได้ ทำไม่เป็น เพราะระบบการศึกษาของโลกไม่ได้สอนวิชาที่ช่วยให้คนหยุดคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมาก เรื่องการคิดมาก คิดน้อย หยุดคิด เป็นเรื่องการฝึกนิสัยของใจคือเรื่องการฝึกสติปัฏฐานสี่หรือการพาตัวใจกลับบ้าน ที่จำเป็นต้องเรียนรู้กันอย่างเป็นระบบ จึงจะแก้ปัญหาชีวิตและสังคมได้[3] 

ถึงพรมแดนสุดท้ายด้วยการมองเฉย ๆ
             คุณจะเห็นได้ว่าที่จุด ก นั้น คุณเอกกับคุณโทกำลังหงายหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหมือนกัน แต่คุณเอกมองท้องฟ้าในฐานะที่เป็น รูป ที่เข้ามาทางตาเหมือนกับรูปมากมายที่เขาเห็นในขณะที่เขาลืมตาอยู่  จึงเป็นการมองท้องฟ้าที่ไม่ต่างจากการมองขวดน้ำ สุนัข ต้นไม้ ดอกไม้ ใบหน้าของคุณโท รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ มากมายอันเป็น รูป ทั้งหลายที่ล้วนเดินผ่านเข้ามายังสะพานตา แม้รูปร่างหน้าตารายละเอียดของสิ่งที่เขามองมีลักษณะที่หลากหลาย แต่สิ่งเหล่านั้นก็ถูกรวบลงมาเหลือเพียงสิ่งเดียวคือ รูป ที่สามารถเดินผ่านเข้ามาทางสะพาน ตา ได้เท่านั้น และก็เช่นเดียวกับ เสียง ที่เข้ามาทางสะพาน หู กลิ่น ที่เข้ามาทางสะพาน จมูก เป็นต้น  การรับผัสสะเช่นนี้ของคุณเอกคือ การรับผัสสะอย่างบริสุทธิ์ รับรู้ รูป เฉย ๆ รับรู้ เสียง เฉย ๆ โดยไม่ต้องคิด หรือ พูดอะไรในหัว ทำให้เขาสามารถยืนอยู่ที่จุด ก โดยไม่ได้เปลี่ยนกระดาษสีขาวนั้นเป็นประตูแต่อย่างใด  ซึ่งหมายความว่า คุณเอกได้เดินทางถึงพรมแดนสุดท้ายของจักรวาลแล้วโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย เขากำลังเผชิญหน้ากับสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว เปรียบเหมือนคุณเอกสามารถกลับบ้านเดิมหรือบ้านของพระธรรมชาติเจ้าได้แล้ว กำลังใช้ชีวิตอมตะอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า กลายเป็น คนภายใน แล้ว ไม่ใช่คนเร่ร่อนที่หาบ้านตัวเองไม่เจอเหมือนคุณโท จักรวาลทั้งหมดได้หลอมรวมเป็นหนึ่ง จักรวาลทั้งหมดจึงเคลื่อนไปกลายเป็น ที่นี่ เดี๋ยวนี้

ใจ  ไม่มีความคิด (ไม่มีจิต)  กาย ----à ผัสสะบริสุทธิ์ = ถึงพรมแดนสุดท้าย = ถึงสัจธรรม

          คุณโทเอง ก็อยากรู้เรื่องพรมแดนสุดท้ายของจักรวาลหรือสัจธรรมเยี่ยงคุณเอก แต่ด้วยความที่ไม่มีความรู้เรื่องวิปัสสนา ทันทีที่เขามองท้องฟ้าที่ห่มด้วยผ้าดาวระยิบระยับผืนนั้น คุณโทไม่สามารถมองท้องฟ้าในลักษณะที่เป็น รูป ที่ไม่มีอะไรแตกต่างจาก รูป อื่น ๆ เช่น ต้นไม้ ตู้ เก้าอี้ หนังสือ แมว ใบหน้าของคนรัก ฯลฯ เขาไม่สามารถมองเฉย ๆ โดยไม่คิด ผัสสะของคุณโทจึงไม่บริสุทธิ์

ใจ  มีความคิด (จิต) กาย ----à ผัสสะไม่บริสุทธิ์ = ไม่ถึงพรมแดนสุดท้าย =ไม่ถึงสัจธรรม

          เมื่อผัสสะไม่บริสุทธิ์แล้ว คุณโทจึงมุดเข้าไปหาพรมแดนสุดท้ายหรือสัจธรรมในท่อแห่งความรู้ทางโลกเสีย ซึ่งปัญญาชนส่วนมากคิดว่าอยู่ในนั้น  อยู่ในความรู้ที่กองเป็นภูเขา  โดยที่ไม่รู้ว่าอวกาศที่กว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลนี้จะเป็นทางตันได้อย่างไร คุณคงเห็นแล้วว่า สิ่งที่มาขวางกั้นภูมิปัญญาทางธรรมนั้น ไม่ใช่อะไรอื่นเลย คือ ความรู้ทางโลกอันมีรากเหง้ามาจากการคิดมากนั่นเอง  

พบทางตัน
          สาเหตุที่ดิฉันอยากแทนคำว่า สัจธรรม ด้วย พรมแดนสุดท้าย เพราะดิฉันต้องการให้คุณเห็นว่า ที่ปลายสุดของท่อแห่งความรู้ทางโลกนี้เป็นทางตัน มิใช่ที่โล่ง ๆ  ที่เราคิดว่ามีคำตอบหลากหลายยืนรอเราอยู่ โลกนี้จะมีคำถามมากกว่าคำตอบอยู่เสมอ There are more questions than answers.  การเห็นสัจธรรมอันสูงสุดมิใช่หมายความว่า ผู้รู้นั้นสามารถตอบคำถามทุกเรื่องที่มนุษย์ตั้งขึ้นมาได้ แม้พระพุทธเจ้าก็ยังปฏิเสธที่จะตอบปัญหาบางอย่างที่ท่านเรียกว่า อจินไตย คือ คำถามที่ไม่มีคำตอบ และไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เช่น จุดเริ่มต้นของจักรวาลมาอย่างไร ใครสร้างโลกมนุษย์ จิตใจของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร เป็นต้น
ผู้ที่หมดคำถามในตัวเองแล้วหรือกลับบ้านเดิมอย่างถาวรแล้วเท่านั้นจึงรู้ว่าการไม่คิดถึงคำถามเป็นคำตอบอยู่ในตัวมันเองแล้ว แต่คนที่ยังถามในเรื่องที่ไม่ควรถาม ไม่ควรรู้ (เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการดับทุกข์) ยังอยากรู้คำตอบของทุกเรื่องอยู่ละก็ จะยอมรับคำตอบในรูปลักษณะของความเงียบ ของการไม่ถาม ของการรับผัสสะอย่างบริสุทธิ์นั้นย่อมไม่ได้ ไม่ยอมเชื่อ
วันหนึ่ง หลังจากที่ดิฉันได้สอนพาให้ลูกศิษย์ในชั้นไท้เก็กเข้าบ้านที่สี่ซึ่งเป็นการรับผัสสะอย่างบริสุทธิ์แล้ว ดิฉันจึงสรุปให้พวกเขาว่า หากเขาสามารถรับผัสสะอย่างบริสุทธิ์ได้เช่นนี้ เขาได้เข้าถึงพระเจ้าแล้ว ได้พบสัจธรรมอันสูงสุดแล้ว นักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่มักถามคำถามเสมอ มีใบหน้าที่แสดงออกถึงความสับสน และถามดิฉันว่า
เท่านั้นหรือ Is that it?!
ดิฉันจึงตอบไปว่า เท่านั้นแหละ That is it!
ดิฉันจึงมักพูดย้ำให้นักศึกษาชาวตะวันตกของดิฉันเสมอด้วยประโยคเหล่านี้ว่า

หากสัจธรรมอันสูงสุดไม่ได้อยู่ต่อหน้าของคุณแล้ว คุณคิดว่าคุณจะไปหามันได้ที่ไหนหรือ  If you cannot find the truth right where you are, where do you think you can find it?
          ภูมิปัญญาที่ลึกซึ้งที่สุดของจักรวาลมีความลึกเท่าผิวหนัง คือไม่มีความลึกเลย The most profound wisdom in the universe is skin deep.

          นี่เป็นคำพูดที่ซ้ำซากของผู้รู้จริงของทุกยุคทุกสมัย ใครที่เห็นสัจธรรมจริง ๆ แล้ว จะพูดเช่นนี้เหมือนกันหมด และไม่ใช่เป็นการพูดตาม ๆ เขา คนรู้จริงจะมีวิธีการพูดประโยคเก่า ๆ  ให้เป็นประโยคใหม่ ๆ ของตนเอง เป็นคุณสมบัติที่คนไม่รู้จริงจะทำไม่ได้  

รวบไม่เป็น ความรู้จึงแตกซ่าน
การใช้ความคิดของปัญญาชนนั้น ไม่ว่าจะคิดได้เก่งกาจอย่างไร  คิดได้ลึกซึ้งหรือซับซ้อนมากเพียงใด หากรู้จักรวบมันลงมาแล้ว มันก็เป็นเพียง ความคิด เท่านั้น เหมือนกับรูปที่มีมากหลากหลาย ก็คือ รูปที่ผ่านเข้ามาทางตา เท่านั้น หรือ เสียงหลากหลายก็คือ เสียงที่ผ่านเข้ามาทางหู เท่านั้น แต่นักคิดทั้งหลายก็มองไม่ออกเพราะขาดความรู้ทางธรรมนั่นเอง จึงเห็นความคิดในกลุ่มความรู้ทางโลกเป็นเรื่องตื่นเต้น น่าสนใจ น่าแสวงหา อยากรู้อยากเห็นอยู่ร่ำไป

โดยธรรมชาติของความคิดมีลักษณะเป็นมายา คือหลอกคนได้ หลอกให้เราเห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องจริง แต่มันไม่จริง เป็นเพียง ความคิด เท่านั้น ที่ตกอยู่ภายใต้กฏแห่งความไม่แน่นอนของธรรมชาติ จึงเปลี่ยนแปลง พลิกไปพลิกมาได้เสมอ ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ล้วนถูกมายาหลอกเอาทั้งสิ้น ฉะนั้น การแสวงหาคำตอบเรื่องชีวิตและจักรวาลจึงไม่สามารถพบได้ด้วยวิธีการคิดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ต้องเริ่มต้นจากการรับฟังผู้รู้จริงเสียก่อน  
ดิฉันจึงรวบความคิด ความจำ ความรู้สึก ทั้งหมดให้ลงมาเหลือเพียงคำ ๆ เดียวคือ จิต และแทนมันด้วยตัวการ์ตูนที่ชื่อ เจอรี่ เท่านั้น หากคุณรวบได้เช่นนี้ คุณจะพบสัจธรรมเร็วขึ้นมาก

ภาพถ่ายเหล่านี้มีความหมายต่อมนุษยชาติอย่างไร
          ไม่กี่ปีก่อน มีรายงานข่าวว่า ดาวเทียมเล็ก ๆ ที่เขาเรียกว่า probe ที่ส่งออกจากองค์การนาสาไปราวสองหรือสามทศวรรษก่อนนั้นได้เดินทางไปถึงดาวพฤหัส Jupiter แล้ว และได้ส่งภาพถ่ายด้านหลังของดาวพฤหัสกลับมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์เห็นภาพด้านหลังของดาวเคราะห์ยักษ์ดวงนี้ ทันทีที่นักดาราศาสตร์เหล่านี้เห็นภาพถ่ายเท่านั้น ต่างก็ตื่นเต้น ดีใจมากจนบางคนถึงกับน้ำตาไหล คนหนึ่งบอกนักข่าวว่า

 คุณรู้ไม๊ว่า ภาพถ่ายเหล่านี้มีความหมายต่อมนุษยชาติอย่างไร
Do you know what these pictures mean to humanity?

          ดิฉัน ฟังแล้วก็รู้สึกงง ไม่เข้าใจว่าภาพถ่ายเหล่านั้นจะมีความสำคัญต่อมนุษยชาติได้อย่างไร เพราะหากเอารูปเหล่านี้ไปให้คนจนที่หาเช้ากินค่ำหรืออดมื้อกินมื้อดู และถามเขาว่าจะเอารูปถ่ายหรืออาหาร คุณต้องรู้ว่าเขาจะเลือกอะไีร ในขณะที่โลกกำลังวุ่นวายด้วยปัญหาที่ทำให้คนเป็นทุกข์มากอยู่ทุกหย่อมหญ้า เช่นนี้ ภาพถ่ายด้านหลังของดาวพฤหัสจะมีความหมายอะไรต่อมนุษยชาติ ดิฉันก็นึกไม่ออก คุณล่ะ นึกออกไม๊
 นอกจากนั้น ปัญญาชนที่กำลังติดอยู่ในท่อแห่งความรู้ทางโลกนั้นจะสร้างอัตตาตัวตน ego ให้ตนเองอย่างไม่รู้ตัว เพราะถูกความคิดของตนเองหลอกเอา ในขณะที่เขาคิดเหมาเอาว่า เขารู้มาก รู้กว้าง รู้เรื่องสำัคัญเพียงเพราะมีปริญญายาวเป็นหางว่าวนั้น คนที่รู้จริงเพราะมีภูมิปัญญาทางธรรมจะมองออกว่า ที่จริงแล้ว คนเหล่านี้กำลังติดอยู่ในโลกแคบ ๆ ของความรู้ของตนเอง แต่ละคนกำลังใส่แว่นต่างสีและกำลังมองโลกผ่านสีแว่นของตนเอง จึงทะเลาะถกเถียงกันมากว่าฉันถูก เธอผิด ซึ่งทุกคนถูกหมด เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาเห็นจริงโดยผ่านสีแว่น ซึ่งเป็นความจริงแบบสัมพัทธ์เท่านั้น จึงทำให้ทุกคนเห็นผิดหมด เพราะตราบใดที่ยังไม่ยอมถอดแว่นต่างสีและหัดมองโลกตามที่มันเป็นจริงแล้วละก็ จะไม่มีวันเห็นของจริง ๆ เด็ดขาด 
ท่อแห่งความรู้ทางโลกจึงมีขอบเขตที่จำกัดมาก ตราบใดที่เป็นเรื่องการใช้ความคิดแล้ว จะต้องถูกหลอกไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน ความรู้ทางโลกจึงเป็นท่อตันที่ไม่มีทางออกหากไม่ยอมรับฟังผู้รู้นำทางให้ 
         
สรุป
            คุณ คงจะเห็นแล้วว่า การรับผัสสะและความคิดของมนุษย์เรามีความเกี่ยวข้องกับการรู้สัจธรรมอันสูง สุดหรือการไปถึงพรมแดนสุดท้ายของจักรวาลได้อย่างไร บทความนี้ย่อมชี้ให้คุณเห็นอย่างชัดเจนว่า ความคิดของมนุษย์นี้เองเป็นตัวแปรที่จะทำให้ผู้แสวงหาไปถึงพรมแดนสุดท้ายของ จักรวาลได้หรือไม่ ซึ่งในที่สุด ก็รวบลงมาเหลือเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือ การฝึกสติปัฏฐานสี่ หากใครสามารถฝึกทักษะเรื่องการพาตัวใจกลับบ้านได้เท่านั้น ผู้ปฎิบัติก็จะถึงพรมแดนสุดท้ายของจักรวาลทันทีโดยไม่ต้องเดินทางเลย

          ผู้รู้จริงสามารถกระโดดได้เหมือนเสือในขณะที่กำลังนั่งอยู่
          The enlightened one can leap like a tiger while still sitting.
         



[1] รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คือความหมายของคำว่า รูป ของพระพุทธเจ้า รูปที่มักใช้ควบคู่ไปกับนาม หรือ รูปที่เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ ๕  นามในที่นี้คือ จิต ความคิด ความจำ ความรู้สึก และ ใจ ความรู้สึกตัว ซึ่งเป็นนามขันธ์ ทั้ง ๔ ขันธ์ ๕ จึงรวมเรื่องชีวิตและจักรวาลทั้งฝ่ายรูปและนามไว้ทั้งหมด      

[2] ขอให้อ่านเรื่องขันธ์ ๕ หน้า.........ในบทที่สองของหนังสือเล่มนี้
[3] ดิฉันจะเขียนเรื่องการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่อย่างเป็นระบบซึ่งจะเป็นหนังสือเรื่อง คู่มือชีวิต ภาควิปัสสนา แต่ในขณะนี้ คุณสามารถอ่านเรื่องการปฏิบัติได้จาก หนังสือเรื่อง ใบไม้กำมือเดียว อวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน  และบทสรุปจากการอบรมธรรมของดิฉันเรื่อง มาพาตัวใจกลับบ้านกันเถิด รวมทั้งบทความอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้พิมพ์เป็นเล่มแต่อยู่ในเว็บไซต์ของดิฉันแล้ว  www.supawangreen.in.th

No comments:

Post a Comment