ตอนหนึ่งสมเด็จฯ ท่านถามคุณนายว่า พระในบ้านของคุณนายมีบ้างไหม คุณนายได้ยินเข้าก็ตอบว่า "พระในบ้านของอิฉันมีเยอะเจ้าค่ะ เป็นพระเก่าๆ ทั้งนั้น สมัยสุโขทัยก็มี สมัยเชียงแสนก็มี นิมนต์พระคุณท่านฯ ขึ้นไปชมที่ห้องพระชั้นบนดีมั๊ยเจ้าคะ"
คุณนายได้ยินเข้าก็ตกใจ ไม่นึกว่าสมเด็จฯท่านจะถามเช่นนี้ ครั้นจะตอบไปตามตรงว่าแม่อยู่หลังบ้านก็กลัวสมเด็จฯ จะเดินไปดูและจะเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแม่เล้วท่านจะตำหนิ จึงตอบเลี่ยงไปว่า "ตอนนี้คุณแม่ไม่อยู่ออกไปเยี่ยมญาติ คงอีกนานกว่าจะกลับเจ้าค่ะ"สมเด็จฯ ท่านก็ไม่ต่อความอีกเพราะเริ่มจะรู้อะไรเป็นอะไรแล้ว เมื่อสมควรแก่เวลาท่านก็ลากลับ
หลังจากวันนั้น คุณนายก็ยังคงไปทำบุญที่วัดเป็นประจำเหมือนเคย จนวันหนึ่งสมเด็จฯท่านเห็นคุณนายยิ้มแย้มแจ่มใสดี ชวนพูดคุยเรื่องการทำบุญทำทานและยังมีเวลาอีกพอควรก่อนถึงเวลาเพล ท่านจึงถามขึ้นว่า "พระในบ้านของโยม โยมดูแลเรียบร้อยดีแล้วหรือ ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับนิ่งอึ้ง ส่วนสมเด็จฯ ท่านก็พูดต่อไปเรื่อยๆ "คนเรามีพระอยู่ในบ้านทุกคน พระที่มีลมหายใจน่ะ บางคนมีพ่อบางคนเหลือแต่แม่ บางคนยังโชคดีมีทั้งพ่อและแม่ก็นับว่าเป็นบุญ เราควรจะเอาใจใส่ดูแลท่านบ้าง ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยให้ท่านอยู่อย่างอดๆ อยากๆเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไรก็ต้องดูแลท่านบ้าง ท่านแก่แล้วกินใช้จะหมดเปลืองไปสักเท่าไหร่เชียว ใช่ไหมโยม ?
โยมก็เหมือนกัน ทราบว่ามีแม่อยู่คนเดียวเท่านั้นแต่โยมไม่ค่อยสนใจในความเป็นอยู่ของท่าน เท่าไหร่นักปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ อับทึบแบบไม่มีอากาศหายใจอยู่หลังบ้านทั้งๆ ที่ท่านเป็นเจ้าของบ้านที่ดินทั้งหมด โยมได้อยู่อย่างสบายบนตึกใหญ่แต่ปล่อยให้ท่านอดๆ อยากๆไม่สงสารท่านบ้างหรือ ? "
" โยมจัดอาหารถวายพระในห้องพระได้ทุกวัน แต่กับแม่ซึ่งเป็นพระในบ้านอีกองค์หนึ่ง โยมไม่เคยจัดหาให้ที่จัดหามาให้อาตมานี่ สังเกตดู โยมจัดมาอย่างประณีตเลยทีเดียว เมื่อก่อนอาตมาไม่รู้ว่าอะไรเป็น อะไรก็ฉันของโยมไปตามปกติ แต่ตอนนี้บอกตรงๆ ว่ามันกลืน ไม่ค่อยลงมาหลายวันแล้ว เพราะอาตมารู้ว่าอาตมาเป็นพระในวัดไม่ควรจะเอาเปรียบพระในบ้านของโยม "
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล่นเข้าจับหัวใจ ทำให้น้ำตาของคุณนายไหลพรั่งพรูด้วยความสำนึกเลยใจ สะอื้นพลางกับลาสมเด็จฯ ท่านโดยไม่กล่าวคำอำลาใดๆ
จากนั้นไม่นาน สมเด็จฯ ท่านก็ได้ทราบข่าวมาว่าคุณนายได้จัดการย้ายห้องให้แม่ขึ้นไปอยู่ติดๆ กับห้องตนบนตึกใหญ่ ดูแลท่านอย่างดี ไม่ค่อยออกนอกบ้านเช่นแต่ก่อน และกว่าจะเข้าวัดมาหาสมเด็จฯ อีกก็ต่อเมื่อเวลาล่วงไปแล้วได้หลายเดือน...
นับเป็นบุญของคุณนายที่สามารถกลับตัวกลับใจได้ทัน มีเวลาที่จะสนองพระคุณบุพการีก่อนที่จะสายเกินไปผิดกับบางคนกว่าจะรู้ว่าพ่อ แม่เป็นพระในบ้านผู้ประเสริฐก็สายเสียแล้ว คือรู้ก็ต่อเมื่อท่านทั้งสองอวสานชีวิตจากโลกนี้ไปเสียแล้ว
No comments:
Post a Comment